ภาคผนวก 2 ข้อมูลทางกฎหมายเมื่อเผชิญหน้ากับตำรวจ

(กลุ่มมิดไนท์ สเปเชียล ลอว์ คอลเล็กทีฟ)

สารบัญ
เนื้อหาหลักภาคผนวก

บทที่ 1 ยกปฏิบัติการขึ้นไปอีกขั้น

ในการเข้าร่วมชุมนุมหรือเข้าร่วมปฏิบัติการแต่ละครั้งเปิดโอกาสให้เราได้ใช้ชีวิตช่วงสั้นๆ ในโลกอุดมคติที่เราต่างวาดฝันไว้ ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย เราแบ่งงานกัน ช่วยกันแก้ปัญหา ดูแลกันและกัน แบ่งปันและเรียนรู้ทักษะต่างๆ ช่วงเวลาชุมนุมไม่กี่วันนั้นนับเป็นช่วงที่เราจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆ มากหน้าหลายตาที่เราไม่รู้จักมาก่อน นอกเหนือจากคนในชุมชนหรือเพื่อนพ้องเรา

บทที่ 2 เตรียมพร้อม! ข้อควรรู้เพื่อเข้าร่วมชุมนุมอย่างมีประสิทธิภาพ

การไปเข้าร่วมปฏิบัติการบนท้องถนนหรือการชุมนุมมวลชนแต่ละครั้งต้องใช้พลังงานมหาศาล ดังนั้นเมื่อเราไปถึงที่นั่นจะต้องมั่นใจว่าการไปเข้าร่วมของเราต้องได้ผล เราไม่ได้เดินทางมาตั้งไกลเพื่อที่จะ “ไปดูซะหน่อย” แต่เราเข้าร่วมก็เพื่อหนุนเสริมปฏิบัติการ เรายังทำหลายสิ่งหลายอย่างได้อีกมาก

บทที่ 3 การเป็นกลุ่มเครือสหาย และใช้ชีวิตในโลกที่คุณอยากเห็น

กลุ่มเครือสหายประกอบด้วยคนที่คิดคล้ายๆ กันหรือมีใจจะทำบางสิ่งบางอย่างมารวมตัวกัน ถ้าคุณเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนักกิจกรรม กลุ่มเครือสหายอาจจะตั้งขึ้นมาโดยคนที่สนใจจะทำงานในประเด็นใดประเด็นหนึ่งมารวมตัวกันและพูดคุยกัน เครือสหายจะกำหนดเป้าหมาย โครงสร้างและวัฒนธรรมกลุ่มของตนเอง

บทที่ 4 ปฏิบัติการสร้างความรู้

ขณะเตรียมจะเดินทางไปยังสถานที่ห่างไกลเพื่อประท้วง คุณจะพบคำถามมากมายอย่างแน่นอน ทำไมจะต้องเสียเวลาไปประท้วงด้วยล่ะ คุณประท้วงอะไร ทำไมถึงไม่ดีล่ะ คุณอาจรับมือกับคำถามเหล่านี้ทีละคำถาม หรือกลุ่มเครือสหายของคุณอาจจะจัดปฏิบัติการสร้างความรู้ขึ้นมาเองก็ได้

บทที่ 5 การเข้าหามวลชน

คนที่เกี่ยวข้องหรือมีความห่วงใยประเด็นหนึ่งๆ มีความรับผิดชอบที่จะทำหน้าที่อย่างขันแข็งในการเข้าหามวลชนในชุมชนและให้การศึกษา คณะกรรมการศิลปะและงานเขียนควรทำแผ่นพับที่พูดถึงประเด็น พูดถึงการที่จะเดินทางไปร่วมปฏิบัติการมวลชน

บทที่ 6 งานจัดการเกี่ยวกับการเดินทาง

มีเรื่องให้คิดตัดสินใจมากมายก่อนจะเริ่มต้นออกเดินทางไปยังสถานที่ปฏิบัติการ เมื่อคุณอยู่ในที่ปฏิบัติการ ระดับความเครียดก็สูงมากอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณเอาใจใส่กับเรื่องต่างๆ ต่อไปนี้ก่อนที่คุณจะจากบ้านจากเมือง คุณจะพบว่าตัวเองสามารถจดจ่ออยู่แต่เรื่องที่ว่าคุณมาร่วมปฏิบัติการนี้ทำไม

บทที่ 8 สื่อมวลชน

บ่อยครั้งที่ดูเหมือนว่าไม่ว่าเราจะทำอะไร สื่อมวลชนกระแสหลักก็ไม่ให้ความสำคัญกับนักกิจกรรมของเรา และเมินเฉยต่อความห่วงใยเรื่องประชาธิปไตยแท้จริงและกระบวนการประชาธิปไตย บางครั้งสื่อมวลชน “ทางเลือก” ก็ไม่ให้พื้นที่และความเอาใจใส่แก่เราอย่างที่เราคาดหวังจากพวกเขา ทำให้นักกิจกรรมหลายคนสงสัยว่าสื่อมวลชนนั้นคุ้มค่าความพยายามของเราหรือไม่

บทที่ 9 ที่เมืองของคุณ ในช่วงเวลาปฏิบัติการ

เพื่อให้คุณสามารถเดินทางไปเข้าร่วมปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่เมืองของคุณยังมีกิจกรรมและภารกิจหลายอย่างที่ต้องทำ กิจกรรมและภารกิจต่างๆ นี้ เปิดโอกาสอย่างดีให้แก่นักกิจกรรมที่ไม่ได้เดินทางไปด้วยได้ร่วมทำบทบาทหน้าที่ ในขณะที่คุณวางแผนกิจกรรมและภารกิจเหล่านี้

บทที่ 10 เมื่อไปถึงเมืองที่มีปฏิบัติการ

และแล้ว คุณก็ไปอยู่ในที่ที่คุณอยากจะไป ในจังหวะเวลาที่คุณจะได้ทำอะไรก็ตามที่คุณตั้งใจมาทำ การหลีกเลี่ยงการก่อกวนของตำรวจหมายถึงการประพฤติตัวอย่างฉลาดและถูกกฎหมายดังที่จะได้อธิบายไว้ในส่วน “คำแนะนำเรื่องรถ” และ “คำแนะนำสำหรับคนเดินถนน” ข้างล่างนี้

บทที่ 11 กลับบ้าน หลังจากปฏิบัติการ

ออกจะเป็นเรื่องปกติที่เราจะนอนน้อยเกินไป หรือเครียดมากในระหว่างปฏิบัติการ และบ่อยครั้งที่เราไปอยู่ในเมืองที่ไม่คุ้น นอนในที่ที่ไม่คุ้น กินอาหารที่ไม่คุ้น และพบกับเพื่อนใหม่ๆ ที่เราไม่คุ้น เราอาจจะพยายามทำตัวให้มีประสิทธิภาพมากกว่าปกติเพราะว่าเดิมพันสูงกว่าปกติ

ภาคผนวก 4 การจัดการแสดงเอกภาพในคุกหรือในศาล

การแสดงเอกภาพในคุกหรือในศาล เป็นการผสมผสานเทคนิคการไม่ให้ความร่วมมือ (Non cooperation) และการต่อรองแบบหมู่ ที่กลุ่มนักกิจกรรมอาจจะนำไปใช้เพื่อเป็นการดูแลกันและกันในระบบกฎหมาย จุดผกผันของการแสดงเอกภาพเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่าคุกหรือว่าศาลนั้น ถ้าจะดำเนินการไปได้อย่างราบรื่นก็ต้องให้คนเซื่องหรือว่าง่าย คุกคาดหวังว่านักโทษจะยอมเข้าแถว

ภาคผนวก 5 ความรู้พื้นฐานเพื่อการปฐมพยาบาล

คิดไว้ล่วงหน้า ว่าอะไรบ้างที่จำเป็นต้องมีและต้องนำไป ต้องรู้ว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้น รู้ว่าจะหาความช่วยเหลือได้ที่ไหน และคิดวิธีการที่จะติดต่อกับเพื่อนให้ได้ถ้าหากว่าเกิดพลัดหลงกัน

ภาคผนวก 6 การเขียนใบแถลงข่าว

นักข่าวพูดภาษาเพียงภาษาเดียว นั่นคือภาษาของพวกเขาเอง ถ้าคุณต้องการจะเข้าถึงพวกเขา คุณก็ต้องพูดภาษาของพวกเขา นั่นหมายความว่าใบแถลงข่าวของคุณต้องเลียนแบบรูปแบบและวิธีการเขียนแบบข่าว มันง่ายและตรงไปตรงมา และถ้าคุณไม่ใช้แบบนี้ ใบแถลงข่าวของคุณจะไม่เป็นผล ต่อไปนี้เป็นวิธีเขียน

ภาคผนวก 8 การหนุนช่วยภาวะเจ็บปวดฝังลึก

การทำปฏิบัติการทางสังคมไม่ใช่เรื่องง่าย ในการที่จะยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งเพื่อโลก เพื่อเสรีภาพ และเพื่อสิทธิมนุษยชนในเวลาที่ยากลำบาก เรามักจะเผชิญกับความรุนแรง ที่ทำให้เจ็บปวด เราจำเป็นต้องรู้วิธีพยุงกันและกันไว้ ต้องรู้ถึงการตอบสนองแบบมนุษย์ของเราต่อภาวะเจ็บปวดฝังลึก

เมื่อคุณเผชิญหน้ากับตำรวจ คำแนะนำก็คือคุณควรทำตัวให้เรียบร้อย อย่าเคลื่อนไหวปุ๊บปั๊บ อย่าเดินผ่านไปข้างหลังของพวกเขา อย่าแตะต้องอุปกรณ์ข้าวของของของพวกเขา ถ้าคุณไปแตะต้องตัวพวกเขาเข้า คุณอาจจะถูกข้อหาทำร้ายเจ้าพนักงานก็ได้

เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องสังเกตการณ์การเผชิญหน้ากับตำรวจ จงจำถึงว่าใครพูดอะไรบ้าง บันทึกชื่อและหมายเลขประจำตัวของตำรวจ หลังจากเหตุการณ์นี้แล้วรีบกรอกแบบรายงานตำรวจประพฤติมิชอบในทันทีก่อนที่คุณจะลืม ทำให้ตัวเองคุ้นเคยกับแบบรายงานดังกล่าวนี้ จะได้ทราบว่าต้องจับตามองอะไรบ้างเพื่อที่ว่าคุณจะได้ให้หลักฐานที่เชื่อถือได้เมื่อคุณต้องเป็นพยาน ถ้าคุณพบเห็นตำรวจประพฤติมิชอบ คุณก็กรอกแบบรายงานได้เลยถึงแม้ว่าคุณจะไม่รู้จักกับเหยื่อเป็นการส่วนตัว

Photo by ev on Unsplash

การเผชิญหน้ากับตำรวจ

มีการเผชิญหน้ากับตำรวจอยู่ 3 ระดับ สองแบบหลังจำเป็นต้องมีหลักฐาน 

1. การพูดคุย (ระดับของหลักฐาน: ไม่ต้องมี)

2. การกักตัว (ระดับของหลักฐาน: เหตุอันควรสงสัยว่ากระทำความผิด)

3. การจับกุม (ระดับของหลักฐาน: ต้องมีมูลเหตุที่น่าเชื่อได้)

การพูดคุย

เมื่อตำรวจจะทำการไต่สวน โดยที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะกักหรือจับกุมเรา พวกเขาก็จะพยายามทำให้เราพูดคุยกับเขา หรือขอความยินยอมจากเราให้ตรวจค้น พวกเขาอาจเรียกการนี้ว่า “การเผชิญหน้าแบบไม่เป็นทางการ” หรือ “การสนทนากันแบบมิตรภาพ” หรืออื่นๆ ถ้าเราให้ความร่วมมือ ก็เป็นไปได้ที่เราอาจจะเผลอให้ข้อเท็จจริงบางอย่างที่จะใช้จับกุมเราได้ ดังนั้น เราควรปฏิเสธคำขอของพวกเขา แม้ว่าคำขอของพวกเขาจะฟังดูเหมือนคำสั่งก็ตาม จงปฏิเสธด้วยวาจา ไม่ใช่แค่สั่นศีรษะเท่านั้น

การกักตัว

ตำรวจจะกักตัวเราได้ ก็ต่อเมื่อพวกเขามีเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำความผิด ว่าคุณเกี่ยวข้องกับอาชญา กรรม ที่ว่าเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำความผิดนั้น ต้องเป็นอะไรที่มากกว่าการเดาสุ่มเฉยๆ ตำรวจต้องบอกเป็นวาจาได้ว่าเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำความผิดนั้นคืออะไร จึงเรียกว่าความสงสัยที่ระบุได้ เช่น ถ้าตำรวจเรียกคนคนหนึ่งให้หยุด แล้วบอกว่า “นายคนนี้ดูเหมือนกับจะไปทำอะไรสักอย่าง” แค่นี้ไม่เพียงพอ  แต่ต้องระบุรายละเอียดมากกว่านี้ เช่น “เขาเฝ้ามองหน้าต่างร้านขายทอง แล้วเดินหายไป แล้วก็กลับมาจ้องที่ร้านอีก และเขาก็ไม่ใช่คนแถวนี้ เขาดูตื่นเต้นและกระวนกระวาย เลยคิดว่าเขาน่าจะวางแผนปล้น” 

ขอให้ตำรวจอธิบายว่าทำไมคุณจึงถูกกักตัว และจำคำตอบไว้ ตำรวจอาจจะไม่สามารถระบุเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำความผิดได้ และข้อเท็จจริงนี้จะทำให้คุณชนะคดีในภายหลังได้ อย่าบอกตำรวจว่าพวกเขาไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำความผิดเพราะเท่ากับเป็นการเตือนให้พวกเขาแต่งเรื่องขึ้นมา

การกักตัวจะทำได้ในระยะเวลาสั้นๆ และต้องไม่โยกย้ายที่ เช่นให้ไปยังสถานที่ใกล้ๆ แม้ว่าการกักตัวจะไม่ร้ายแรงเท่าการจับกุม แต่ก็หมายความว่าคุณสูญเสียอิสรภาพและอาจจะถูกค้นตัวได้

ในระหว่างถูกกักตัว ตำรวจสามารถแตะตัวคุณผ่านเสื้อผ้าด้านนอกได้ และค้นกระเป๋าว่ามีปืนหรือมีดหรือไม่ การค้นตัวในระหว่างกักตัวมีเพียงเพื่อดูว่ามีอาวุธจะทำร้ายตำรวจหรือไม่เท่านั้น เช่นถ้าตำรวจแตะตัวคุณและไม่พบอะไรที่จะกลายเป็นอาวุธ พวกเขาก็ไม่อาจตรวจดูสิ่งของในกระเป๋าเสื้อหรือกางเกงของคุณได้

การจับกุม

เมื่อตำรวจมี “มูลเหตุ” ที่น่าจะเชื่อได้ว่าคุณเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม พวกเขาจะจับกุมคุณ พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีหมายจับถ้าพวกเขามีมูลเหตุที่น่าจะเชื่อ มูลเหตุนี้หนักแน่นมากกว่าเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำความผิด แต่หนักแน่นน้อยกว่าระดับหลักฐานที่จะตัดสินคุณได้ในการไต่สวนคดี และมูลเหตุที่น่าเชื่อได้นี้ก็ต่างกันไปตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี เช่น ตำรวจได้รับโทรศัพท์จากเจ้าของร้านค้าว่ามีคนมาพ่นสเปรย์กราฟฟิตติที่ร้านของเขา ตำรวจไปยังที่เกิดเหตุ และเห็นคุณวิ่งหนีห่างจากที่นั่นสักหนึ่งช่วงตึก และมีกระป๋องสีสเปรย์ในมือ ภายไต้สถานการณ์เช่นนี้ตำรวจมี “มูลเหตุที่น่าจะเชื่อได้” ที่จะจับกุมคุณ

การกักตัวอาจจะเปลี่ยนเป็นการจับกุมได้ง่ายๆ การแตะต้องตัวตำรวจในระหว่างที่ถูกกักตัว อาจจะเพียงพอให้คุณถูกจับข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ที่รักษาความสงบเรียบร้อยได้ ถ้าตำรวจพบอาวุธหรือยาเสพติด ก็จะกลายเป็นเหตุให้ถูกจับกุมได้ เช่นตำรวจอาจกักตัวคุณไว้สอบถาม แต่พบมีดในขณะที่ค้นตัวคุณ หรือตำรวจกักตัวคุณไว้และเขียนใบสั่ง แล้วบังเอิญเห็นกระป๋องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในรถของคุณ ขณะที่จับกุมคุณ ตำรวจสามารถแตะผิวหนังคุณได้ และค้นกระเป๋าหรือรถได้ แต่ตำรวจที่ตรวจค้นต้องเป็นเพศเดียวกับคุณ

การถาม

เวลาที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบังคับใช้กฎหมายถามอะไรคุณนอกจากชื่อและที่อยู่แล้ว คุณจะปลอดภัยในทางกฎหมายที่สุดถ้าท่องคาถาว่า “ฉันจะไม่พูดอะไร ฉันต้องการพบทนาย” ประโยคนี้จะเป็นการเรียกสิทธิตามรัฐธรรมนูญของคุณขึ้นมา ซึ่งจะปกป้องคุณจากการสอบสวนของตำรวจ

จงระวังไว้ว่า ในเวลาสอบสวน เจ้าหน้าที่สามารถโกหกได้อย่างถูกกฎหมาย และพวกเขาถูกฝึกมาให้ปั่นหัวเรา ให้ยืนยันว่าคุณจะคุยกับเพื่อนและทนาย ก่อนที่จะตอบคำถามอะไรหรือยื่นเอกสารอะไรให้พวกเขา

โดยทั่วไปแล้ว การเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบังคับใช้กฎหมายของรัฐจะเหมาะสมก็แต่เฉพาะตอนที่เราไปแจ้งความเท่านั้น ถ้าคุณพบว่าตัวคุณกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่การจับกุมอย่างที่ไม่คิดไว้ก่อน เราขอให้คุณเลือกใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวัง คุณอาจท่องคาถาดังกล่าว และตำรวจควรจะหยุดสอบสวนคุณ ถ้าพวกเขาไม่หยุด ก็ท่องไปเรื่อยๆ เหมือนสวดมนตร์

จำไว้ว่า อะไรที่เราพูดออกไป ตำรวจจะนำไปใช้เพื่อต่อสู้กับเราและเพื่อนของเราในศาล ไม่มีทางเดาได้เลยว่าพวกเขาจะใช้คำของเราหรือไม่และใช้อย่างไร นอกจากนี้ ตำรวจอาจจะยกคำเราไปใช้ผิดๆ หรือสร้างเรื่องโกหกไปเลยว่าเราพูดว่าอะไร ดังนั้นจงฝึกสร้างนิสัยท่องคาถาที่แนะนำไว้ ถ้าคุณถูกจับพร้อมกับคนอื่นๆ จงทำให้แน่ใจว่าคนอื่นๆ ก็รู้จักคาถานี้ และสัญญาว่าจะท่องคาถาไว้

คำเตือนของมิแรนด้า

ถ้าตำรวจไม่แจ้งสิทธิของคุณให้คุณทราบ ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องถอย ตำรวจจำเป็นต้องแจ้งสิทธิของคุณ เมื่อคุณถูกจับกุมและพวกเขาต้องการถามคำถามคุณ

ถ้าตำรวจถามคำถามคุณโดยไม่จำกุม พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งสิทธิ และถ้อยคำของคุณก็จะถูกยกมาต่อสู้กับคุณ สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือถ้าตำรวจจับคุณแต่ไม่สอบถาม พวกเขาก็ไม่ต้องแจ้งสิทธิของคุณ แต่ถ้าคุณไปพูดอะไรกับพวกเขา ถ้อยคำของคุณก็จะถูกยกมาต่อสู้กับคุณเช่นกัน

ถ้าคุณถูกจับ และรู้ตัวว่าเผลอตอบคำถามไป ก็อย่าตกใจ พอนึกขึ้นได้ว่าคุณควรจะเงียบไว้ ก็ให้ท่องคาถาออกมาว่า “ฉันจะไม่พูดอะไร ฉันต้องการพบทนาย” คุณตอบคำถามไปบ้างไม่ได้แปลว่าคุณต้องตอบคำถามทั้งหมด การหยุดไม่ได้ทำร้ายคุณ มีแต่จะช่วย

สิ่งที่ตำรวจอาจจะทำเพื่อให้คุณพูด

มีวิธีมากมายที่ตำรวจจะหลอกให้คุณพูด จะปลอดภัยที่สุดถ้าคุณท่องคาถา “ฉันจะไม่พูดอะไร ฉันต้องการพบทนาย” ต่อไปนี้เป็นคำที่ตำรวจพูดบ่อยๆ เพื่อหลอกให้คุณพูด

  • “คุณไม่ใช่ผู้ต้องสงสัย เราแค่มาสอบสวนเท่านั้น ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วคุณก็ไปได้”
  • “ถ้าคุณไม่ตอบคำถามของผม ผมไม่มีทางเลือกนอกจากจับคุณเข้าคุก”
  • “เพื่อนๆ ของคุณให้ความร่วมมือแล้ว และเราปล่อยพวกเขากลับบ้านไปแล้ว เหลือคุณอยู่คนเดียว คุณอยากเข้าคุกไหม”
  • “ถ้าคุณไม่ตอบ คุณจะถูกแจ้งข้อหาขัดขืนการจับกุม”
  • แนวตำรวจดีตำรวจเลว อย่าหลงไปว่ามี “ตำรวจดี” เพียงแค่ว่าตำรวจคนนั้นเป็นเชื้อชาติหรือเพศเดียวกับคุณ
  • แนวแรทแจ็กเก็ต อย่าเชื่อเมื่อตำรวจยืนยันว่าเพื่อนคุณขายคุณแล้ว อย่ายอมพวกเขา ตำรวจมักจะบอกกับเพื่อนของคุณเหมือนกันว่าคุณขายเพื่อนแล้ว โดยหวังว่าพวกคุณจะขายกันและกัน
  • แนวจอร์จวอชิงตันตำรวจจะอ้างว่าพวกเขามีพยานหลักฐานพอที่จะฟ้องคดีกับคุณ และเดิมพันที่ดีที่สุดของคุณก็คือจงแสดง “ความรับผิดชอบ” ด้วยการสารภาพมาทันที พวกเขาบอกว่าถ้าสารภาพ ศาลอาจะยอมผ่อนปรนให้คุณ ถ้าตำรวจพูดอย่างนี้ และว่าพวกเขามีหลักฐานพอจะฟ้องคุณ จริงๆ แล้วพวกเขาหมายความว่า “เรายังไม่มีหลักฐานพอหรอก เราถึงต้องการให้คุณสารภาพยังไงล่ะ”

ถ้าคุณถูกจับพร้อมกับเพื่อนๆ ก็ตกลงกันว่าไม่มีใครให้ถ้อยคำกับตำรวจจนกว่าที่ทุกคนจะได้พูดกับทนาย และตัดสินใจอย่างเยือกเย็นว่าจะทำอะไร จงระวังอาการหวาดกลัวที่จะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกคนถูกจับแยกกัน 

จงระวังตัวเป็นพิเศษถ้าในระหว่างคุมขัง มีเจ้าหน้าที่ (หรือคนแปลกหน้าที่อ้างว่าเป็นทนาย) มาหา และบอกว่าคนอื่นๆ ทุกคนได้ยินยอมรับข้อตกลงบางอย่าง หรือออกจากคุกไปแล้ว ขอให้เรียกร้องจะพบทนายที่คุณไว้ใจ หรือใครที่คุณไว้ใจเพื่อจะตรวจสอบข้อมูล

เมื่ออยู่ในคุก อย่าคุยกับเพื่อร่วมห้องขังถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ ใครอยู่กับคุณ หรือใครที่คุณรู้จัก ให้คุยแต่หัวข้อที่ปลอดภัยเช่นภาพยนตร์ ดนตรี กีฬา เป็นต้น

เหนือสิ่งอื่นใด อย่าขอคำแนะนำด้านกฎหมาย และอย่ายอมรับคำแนะนำด้านกฎหมายจากตำรวจคนที่เรียกคุณให้หยุด พวกเขาไม่ได้อยู่ที่ที่ประท้วงนั่นเพื่อเป็นที่ปรึกษาให้คุณ จำไว้ว่าพวกเขาถูกฝึกมาให้ทำให้คุณรู้สึกคลายใจ ทำให้คุณไว้ใจ แต่งานจริงๆ ของพวกเขาก็คือการค้นหา การจับคุม และการลงโทษผู้ต้องสงสัย และผู้ต้องสงสัยที่ว่านั้นก็คือคุณ

การตรวจค้นและหมาย

ถ้าตำรวจมาที่บ้านคุณพร้อมด้วยหมายจับ ให้ออกมานอกบ้านและปิดบ้าน ตำรวจสามารถค้นห้องไหนก็ได้ที่คุณเดินเข้าไป ดังนั้นจงอย่างเดินกลับเข้าบ้านไปหยิบกระเป๋าสตางค์หรือเข้าห้องน้ำ ถ้าพวกเขามีหมายจับมาจริงๆ การซ่อนตัวในบ้านไม่มีประโยชน์อะไร เพราะถ้าพวกเขาเชื่อว่าคุณอยู่ข้างในก็ใช้กำลังบุกเข้ามาได้ ดังนั้นคุณออกไปดีกว่าจะปล่อยให้พวกเขาเข้ามาค้นตัวคุณข้างใน

ถ้าตำรวจขอเข้าตรวจค้นบ้านของคุณโดยไม่มีหมายค้น ก็อย่ายินยอม อย่าปล่อยให้พวกเขาเข้ามา ให้ยืนขวางประตูไว้และบอกปฏิเสธว่าไม่ยินยอม

ตำรวจมักจะบอกคุณว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องมีหมายค้น จึงปลอดภัยที่สุดที่จะท่องว่า “ฉันไม่ยินยอมให้ตรวจค้น” ประโยคนี้ไม่ทำอันตรายคุณ และจะช่วยคุณในศาลถ้าตำรวจทำผิดพลาดหรือพูดโกหก ถ้าตำรวจบอกว่าจะอย่างไรก็จะค้น ก็ท่องคาถานั้นด้วยเช่นกัน ถ้าตำรวจบอกว่ามีหมายค้น ก็ขอมาอ่านดูว่ามีการลงลายมือชื่อหรือไม่ ที่อยู่ถูกต้องหรือไม่ และวันที่ควรเป็นวันที่ใกล้ๆ (ไม่เกินสองสามสัปดาห์) ถ้าคุณพบข้อผิดพลาดในหมายค้น และตำรวจขอเข้าไป ก็ปฏิเสธอย่างเดียว ตำรวจอาจจะขู่ว่าจะทลายบ้านคุณลงไปเลยถ้าพวกเขาต้องกลับมาอีกครั้งพร้อมกับหมายใบใหม่ แต่การค้นก็จะเป็นการกระทำที่เป็นโทษอยู่ดี ต่อให้คุณยอมให้พวกเขาเข้ามา ไม่ว่าตำรวจจะมีหมายค้นที่ดูจะสมบูรณ์แบบในสายตาคุณ แต่ก็ยังคงเป็นการดีที่จะท่องว่า “ฉันไม่ยินยอมให้ตรวจค้น” เพราะว่าเป็นไปได้ที่จะมีข้อผิดพลาดที่แอบซ่อนอยู่ในหมายค้นดังกล่าวที่ทนายของคุณอาจจะค้นพบในภายหลัง

อย่าใช้กำลังขัดขวางตำรวจเมื่อคุณพูดว่าไม่ยินยอม เพราะคุณอาจจะเจ็บตัวและถูกแจ้งข้อหาขัดขวางหรือทำร้ายเจ้าพนักงาน ถ้าตำรวจยืนยันจะเข้ามาเมื่อคุณกล่าวว่าไม่ยินยอม ก็จงยืนหลบไป ให้พวกเขาเข้ามา และกล่าวเตือนอีกครั้งหนึ่งว่าคุณไม่ยินยอม

การกล่าวว่า “ฉันไม่ยินยอมให้ตรวจค้น” ดูจะเป็นทางการไปสักหน่อย แต่ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้ตำรวจเอาไปอ้างได้ว่าพวกเขาได้รับอนุญาตจากคุณ มีหลายคดีที่ต้องแพ้ไปเพราะผู้ต้องสงสัยสุภาพเกินไปหรือกลัวที่จะปฏิเสธให้ชัดแจ้ง เช่น ถ้าพูดว่า “ฉันว่าคุณไม่ควรค้น” อาจจะถูกตีความว่าคุณยอมให้พวกเขาเข้าไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจ 


ผู้แปล: ลภาพรรณ ศุภมันตา 

แปลจาก “mass action handbook: getting your community on the road and into the street”, http://www.uproot.info/actionhandbook/index.html

Scroll Up