บทที่ 11 กลับบ้าน หลังจากปฏิบัติการ

กลับบ้าน หลังจากปฏิบัติการ
Slider
สารบัญ
เนื้อหาหลักภาคผนวก

บทที่ 1 ยกปฏิบัติการขึ้นไปอีกขั้น

ในการเข้าร่วมชุมนุมหรือเข้าร่วมปฏิบัติการแต่ละครั้งเปิดโอกาสให้เราได้ใช้ชีวิตช่วงสั้นๆ ในโลกอุดมคติที่เราต่างวาดฝันไว้ ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย เราแบ่งงานกัน ช่วยกันแก้ปัญหา ดูแลกันและกัน แบ่งปันและเรียนรู้ทักษะต่างๆ ช่วงเวลาชุมนุมไม่กี่วันนั้นนับเป็นช่วงที่เราจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆ มากหน้าหลายตาที่เราไม่รู้จักมาก่อน นอกเหนือจากคนในชุมชนหรือเพื่อนพ้องเรา

บทที่ 2 เตรียมพร้อม! ข้อควรรู้เพื่อเข้าร่วมชุมนุมอย่างมีประสิทธิภาพ

การไปเข้าร่วมปฏิบัติการบนท้องถนนหรือการชุมนุมมวลชนแต่ละครั้งต้องใช้พลังงานมหาศาล ดังนั้นเมื่อเราไปถึงที่นั่นจะต้องมั่นใจว่าการไปเข้าร่วมของเราต้องได้ผล เราไม่ได้เดินทางมาตั้งไกลเพื่อที่จะ “ไปดูซะหน่อย” แต่เราเข้าร่วมก็เพื่อหนุนเสริมปฏิบัติการ เรายังทำหลายสิ่งหลายอย่างได้อีกมาก

บทที่ 3 การเป็นกลุ่มเครือสหาย และใช้ชีวิตในโลกที่คุณอยากเห็น

กลุ่มเครือสหายประกอบด้วยคนที่คิดคล้ายๆ กันหรือมีใจจะทำบางสิ่งบางอย่างมารวมตัวกัน ถ้าคุณเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนักกิจกรรม กลุ่มเครือสหายอาจจะตั้งขึ้นมาโดยคนที่สนใจจะทำงานในประเด็นใดประเด็นหนึ่งมารวมตัวกันและพูดคุยกัน เครือสหายจะกำหนดเป้าหมาย โครงสร้างและวัฒนธรรมกลุ่มของตนเอง

บทที่ 4 ปฏิบัติการสร้างความรู้

ขณะเตรียมจะเดินทางไปยังสถานที่ห่างไกลเพื่อประท้วง คุณจะพบคำถามมากมายอย่างแน่นอน ทำไมจะต้องเสียเวลาไปประท้วงด้วยล่ะ คุณประท้วงอะไร ทำไมถึงไม่ดีล่ะ คุณอาจรับมือกับคำถามเหล่านี้ทีละคำถาม หรือกลุ่มเครือสหายของคุณอาจจะจัดปฏิบัติการสร้างความรู้ขึ้นมาเองก็ได้

บทที่ 5 การเข้าหามวลชน

คนที่เกี่ยวข้องหรือมีความห่วงใยประเด็นหนึ่งๆ มีความรับผิดชอบที่จะทำหน้าที่อย่างขันแข็งในการเข้าหามวลชนในชุมชนและให้การศึกษา คณะกรรมการศิลปะและงานเขียนควรทำแผ่นพับที่พูดถึงประเด็น พูดถึงการที่จะเดินทางไปร่วมปฏิบัติการมวลชน

บทที่ 6 งานจัดการเกี่ยวกับการเดินทาง

มีเรื่องให้คิดตัดสินใจมากมายก่อนจะเริ่มต้นออกเดินทางไปยังสถานที่ปฏิบัติการ เมื่อคุณอยู่ในที่ปฏิบัติการ ระดับความเครียดก็สูงมากอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณเอาใจใส่กับเรื่องต่างๆ ต่อไปนี้ก่อนที่คุณจะจากบ้านจากเมือง คุณจะพบว่าตัวเองสามารถจดจ่ออยู่แต่เรื่องที่ว่าคุณมาร่วมปฏิบัติการนี้ทำไม

บทที่ 8 สื่อมวลชน

บ่อยครั้งที่ดูเหมือนว่าไม่ว่าเราจะทำอะไร สื่อมวลชนกระแสหลักก็ไม่ให้ความสำคัญกับนักกิจกรรมของเรา และเมินเฉยต่อความห่วงใยเรื่องประชาธิปไตยแท้จริงและกระบวนการประชาธิปไตย บางครั้งสื่อมวลชน “ทางเลือก” ก็ไม่ให้พื้นที่และความเอาใจใส่แก่เราอย่างที่เราคาดหวังจากพวกเขา ทำให้นักกิจกรรมหลายคนสงสัยว่าสื่อมวลชนนั้นคุ้มค่าความพยายามของเราหรือไม่

บทที่ 9 ที่เมืองของคุณ ในช่วงเวลาปฏิบัติการ

เพื่อให้คุณสามารถเดินทางไปเข้าร่วมปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่เมืองของคุณยังมีกิจกรรมและภารกิจหลายอย่างที่ต้องทำ กิจกรรมและภารกิจต่างๆ นี้ เปิดโอกาสอย่างดีให้แก่นักกิจกรรมที่ไม่ได้เดินทางไปด้วยได้ร่วมทำบทบาทหน้าที่ ในขณะที่คุณวางแผนกิจกรรมและภารกิจเหล่านี้

บทที่ 10 เมื่อไปถึงเมืองที่มีปฏิบัติการ

และแล้ว คุณก็ไปอยู่ในที่ที่คุณอยากจะไป ในจังหวะเวลาที่คุณจะได้ทำอะไรก็ตามที่คุณตั้งใจมาทำ การหลีกเลี่ยงการก่อกวนของตำรวจหมายถึงการประพฤติตัวอย่างฉลาดและถูกกฎหมายดังที่จะได้อธิบายไว้ในส่วน “คำแนะนำเรื่องรถ” และ “คำแนะนำสำหรับคนเดินถนน” ข้างล่างนี้

บทที่ 11 กลับบ้าน หลังจากปฏิบัติการ

ออกจะเป็นเรื่องปกติที่เราจะนอนน้อยเกินไป หรือเครียดมากในระหว่างปฏิบัติการ และบ่อยครั้งที่เราไปอยู่ในเมืองที่ไม่คุ้น นอนในที่ที่ไม่คุ้น กินอาหารที่ไม่คุ้น และพบกับเพื่อนใหม่ๆ ที่เราไม่คุ้น เราอาจจะพยายามทำตัวให้มีประสิทธิภาพมากกว่าปกติเพราะว่าเดิมพันสูงกว่าปกติ

ภาคผนวก 4 การจัดการแสดงเอกภาพในคุกหรือในศาล

การแสดงเอกภาพในคุกหรือในศาล เป็นการผสมผสานเทคนิคการไม่ให้ความร่วมมือ (Non cooperation) และการต่อรองแบบหมู่ ที่กลุ่มนักกิจกรรมอาจจะนำไปใช้เพื่อเป็นการดูแลกันและกันในระบบกฎหมาย จุดผกผันของการแสดงเอกภาพเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่าคุกหรือว่าศาลนั้น ถ้าจะดำเนินการไปได้อย่างราบรื่นก็ต้องให้คนเซื่องหรือว่าง่าย คุกคาดหวังว่านักโทษจะยอมเข้าแถว

ภาคผนวก 5 ความรู้พื้นฐานเพื่อการปฐมพยาบาล

คิดไว้ล่วงหน้า ว่าอะไรบ้างที่จำเป็นต้องมีและต้องนำไป ต้องรู้ว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้น รู้ว่าจะหาความช่วยเหลือได้ที่ไหน และคิดวิธีการที่จะติดต่อกับเพื่อนให้ได้ถ้าหากว่าเกิดพลัดหลงกัน

ภาคผนวก 6 การเขียนใบแถลงข่าว

นักข่าวพูดภาษาเพียงภาษาเดียว นั่นคือภาษาของพวกเขาเอง ถ้าคุณต้องการจะเข้าถึงพวกเขา คุณก็ต้องพูดภาษาของพวกเขา นั่นหมายความว่าใบแถลงข่าวของคุณต้องเลียนแบบรูปแบบและวิธีการเขียนแบบข่าว มันง่ายและตรงไปตรงมา และถ้าคุณไม่ใช้แบบนี้ ใบแถลงข่าวของคุณจะไม่เป็นผล ต่อไปนี้เป็นวิธีเขียน

ภาคผนวก 8 การหนุนช่วยภาวะเจ็บปวดฝังลึก

การทำปฏิบัติการทางสังคมไม่ใช่เรื่องง่าย ในการที่จะยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งเพื่อโลก เพื่อเสรีภาพ และเพื่อสิทธิมนุษยชนในเวลาที่ยากลำบาก เรามักจะเผชิญกับความรุนแรง ที่ทำให้เจ็บปวด เราจำเป็นต้องรู้วิธีพยุงกันและกันไว้ ต้องรู้ถึงการตอบสนองแบบมนุษย์ของเราต่อภาวะเจ็บปวดฝังลึก

อารมณ์จากปฏิบัติการรวมทั้งความเจ็บปวดฝังลึก  

ออกจะเป็นเรื่องปกติที่เราจะนอนน้อยเกินไป หรือเครียดมากในระหว่างปฏิบัติการ และบ่อยครั้งที่เราไปอยู่ในเมืองที่ไม่คุ้น นอนในที่ที่ไม่คุ้น กินอาหารที่ไม่คุ้น และพบกับเพื่อนใหม่ๆ ที่เราไม่คุ้น เราอาจจะพยายามทำตัวให้มีประสิทธิภาพมากกว่าปกติเพราะว่าเดิมพันสูงกว่าปกติ ตำรวจก็ทำสงครามจู่โจมด้านจิตใจต่อเรา ไม่น่าประหลาดใจที่อารมณ์ของเราจะเตลิดเปิดเปิง ปฏิบัติการอาจจะน่าสนุกสนาน น่ากลัว ทำให้เหนื่อย ทำให้คลั่ง น่าเบื่อ หรือคุ้มค่าทุกนาที ได้ทั้งนั้น

การดูแลร่างกายของเราเองแบบเปิดเผยเช่น พยายามนอน พยายามกิน ยืดเส้นยืดสาย หรืออาจจะหาเวลาส่วนตัวบ้างในแต่ละวัน จะช่วยให้เราเยือกเย็นอยู่ได้ แต่บางครั้งเราก็รู้สึกถูกโหมกระหน่ำ หรือเลวร้ายลง และรู้สึกว่าเราไม่สามารถทำบทบาทหน้าที่ในปฏิบัติการได้ หรือว่าเราอาจจะเอาตัวเองหรือเพื่อนๆ ไปเสี่ยงเนื่องจากสภาพจิตของเรา 

ข่าวดีก็คือขบวนการเคลื่อนไหวนั้นมีคนที่แตกต่างหลากหลายมาก และบางครั้งเราก็อาจจะพบผู้ให้คำปรึกษามืออาชีพ นักสังคมสงเคราะห์ หรือคนที่มีทักษะในด้านศิลปะการเยียวยาแบบต่างๆ และนักฟังที่ดีเยี่ยมในขณะปฏิบัติการ วิธีการหนึ่งที่จะเชื่อมโยงกับคนเหล่านี้ก็คือการหาพื้นที่เยียวยาในขณะปฏิบัติการ ซึ่งมักจะอยู่ใกล้กับหน่วยแพทย์ประจำพื้นที่ คุณอาจจะถามแพทย์ดูก็ได้ พื้นที่นี้มักจะมีคนจากเครือลัทธิเพแกนเป็นผู้ประสานงาน ดังนั้นจงอย่าลังเลที่จะถามใครสักคนจากเครือลัทธิเพแกน และถ้าคุณไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่นั้นได้ มีคนจากลัทธิเพแกนหลายคนที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านศิลปะการเยียวยา และมีอารมณ์มั่นคง และเก่งพอที่จะช่วยเหลือแม้ว่าจะบนเป็นท้องถนนก็ตาม

การคืนกลับมา

การกลับมาสู่ชีวิต “ปกติ” หลังจากการปฏิบัตการ หรือ “การคืนกลับมา” อาจจะยาก ถ้ามีอาการที่คล้ายกับโรคซึมเศร้าอย่างอ่อน ในที่ปฏิบัติการเราใช้ชีวิตอย่างเต็มพลังและมีเป้าหมาย เพื่อจะสร้างชุมชนที่เอื้อเฟื้อต่อกันอย่างน่ามหัศจรรย์ และมีปฏิสัมพันธ์กับคนอย่างมีเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา มากกว่าเวลาที่เราอยู่ที่บ้าน เราอาจจะไม่สามารถรักษาระดับความเข้มข้นอย่างนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ การสูญเสียชุมชนอันแสนงดงามอย่างนี้โดยฉับพลันนั้นเป็นเรื่องเจ็บปวด ดังนั้นเมื่อปฏิบัติการเสร็จสิ้นลง จึงไม่แปลกที่จะมีความรู้สึกเสียใจเกิดขึ้น

เราสังเกตพบอาการซึมเศร้าภายหลังปฏิบัติการ บางครั้งอาหารโปรดหรือกิจกรรมปกติก็ไม่ทำให้เราสนใจ บางครั้งเราก็เก็บตัว บางครั้งเรานอนหรือกินมากหรือน้อยกว่าปกติ เการไปเยี่ยมเพื่อนๆ ที่เข้าร่วมปฏิบัติการจะช่วยรับมือกับอาการหดหู่ของการคืนกลับมาได้ การพูดคุยหรือการพบปะแบบไม่เป็นทางการอย่างเช่นการนำอาหารมาเลี้ยงกัน ดูจะได้ผลกับคนบางคนมากกว่าการประชุม แต่การประชุมเองก็ช่วยได้ เนื้อหาในส่วน “การถอดบทเรียนหลังปฏิบัติการ” จะมีส่วนช่วยในเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ชีวิตประจำวันได้เช่นกัน

อีกประการหนึ่งที่จะช่วยเรื่องการคืนกลับมา ก็คือการเข้าร่วมในกิจกรรมที่ตั้งใจให้เป็นการปิดปฏิบัติการ อาจจะเป็นพิธีกรรมปิดวง (closing circle) หรือการสรุปอย่างสั้นๆ ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ยกย่องและขอบคุณกันและกัน กล่าวอำลา และ “จนกว่าเราจะพบกันใหม่” บางครั้งมันก็เศร้า แต่ก็ช่วยให้เราปิดประตูใส่สิ่งที่จบไปแล้ว

(หมายเหตุ: เครือศาสนาเพแกนเมื่อจะทำกิจกรรมก็จะมีขั้นตอนสร้างมณฑล (วงกลม) ที่พื้นเพื่อขอพลังจากธรรมชาติและเทพเทพีมาช่วยเหลือ และการปิดมณฑล (ปิดวง) คือขั้นตอนที่แสดงออกว่ากิจกรรมได้ยุติลงแล้ว สิ่งที่ทำไปได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว โดยจะกล่าวอำลา แสดงความขอบคุณ ส่งพลังคืนสู่ธรรมชาติและเทพเทพี)  

ความเจ็บปวดฝังลึก 

น่าเสียดายที่บางครั้งประตูก็ยังคงเปิดอยู่กว้างมาก เหตุการณ์หรือความทรงจำยังคงกระตุ้นอารมณ์ที่รุนแรงที่เกิดจากปฏิบัติการ และสำหรับคนที่มีความทุกข์ใจเรื่องอื่นอยู่แล้วในชีวิต บางครั้งปฏิบัติการอาจกระตุ้นความทุกข์ใจเดิมๆ อีกด้วย บางครั้งคนไม่ได้ตระหนักว่าตัวเองมีความทุกข์ใจอยู่ หรือรู้สึกอับอายต่อความทุกข์ใจนั้น การจำได้ถึงความทุกข์ใจ และรับรู้อย่างไม่ต้องละอายจะช่วยให้เยียวยาได้เร็วขึ้นมาก

เรื่องราวของคนคนหนึ่ง

หลังจากกลับจากการประท้วงข้อตกลงการค้าเสรีที่ไมอามีได้ 3 เดือน มีใครบางคนเอ่ยถึงเพื่อนของเขาที่มีชื่อเหมือนกับเพื่อนของฉันคนที่ถูกตำรวจทำทารุณในไมอามี ทันใดนั้นเองฉันก็รู้สึกเศร้าอย่างรุนแรงและเริ่มร้องไห้ ฉันก็เผชิญกับปัญหาอย่างอื่นด้วยเหมือนกัน แต่ฉันคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นเป็นอย่างดีว่าฉันยังทรมานกับความเจ็บปวดฝังลึกที่ได้รับจากไมอามี ฉันรู้สึกอึดอัดเมื่อรู้ว่าฉันอาจจะถูกกระตุ้นความรู้สึกได้อย่างนี้ และยากที่จะรู้สึกมีชีวิตชีวาและเข้มแข็งได้

เพื่อที่จะรับมือกับการถูกกระตุ้นความรู้สึก ฉันบอกตัวเองว่าเรื่องร้ายๆ ไม่ได้เกิดขึ้นอีกแล้วทุกครั้งที่ความรู้สึกเกิดขึ้น และเมื่อฉันเดินผ่านตำรวจและไม่ได้ถูกจับ ฉันจะบอกตัวเองให้ตระหนักถึงเรื่องนี้ และฉันสามารถจะลืมเรื่องที่เคยรู้เกี่ยวกับความกลัวที่ถูกสร้างขึ้นมา และต่อมา เมื่อฉันได้ยินชื่อเพื่อนอีก ฉันก็จะเตือนตัวเองว่า ณ ขณะนี้ เธอไม่ได้ถูกทุบตี อย่างไรก็ดีอารมณ์แบบนี้ แม้จะต้องให้ความสำคัญ แต่มันก็เป็นสิ่งไม่จำเป็น 

พาฟลอฟสั่นกระดิ่งเมื่อเขาจะให้อาหารสุนัขของเขา และในที่สุดแล้วเพียงการสั่นกระดิ่งก็พอแล้วที่จะทำให้สุนัขของเขาน้ำลายไหลเมื่อคิดถึงอาหารที่จะได้รับ ความเจ็บปวดฝังลึกก็ทำงานในลักษณะนี้ เว้นแต่ว่ามันเกิดขึ้นอย่างทันที เมื่อเราประสบกับอารมณ์ที่รุนแรงอย่างมากโดยเฉพาะอารมณ์ในด้านลบ บางครั้งเราก็เชื่อมโยงมันเข้ากับอะไรบางอย่างที่เป็นภาพ เสียง กลิ่นที่อยู่รอบตัวเราในขณะนั้น และสิ่งนั้นจะกลายเป็นตัวกระตุ้น หลังจากนั้น เมื่อสิ่งกระตุ้นเกิดขึ้น ก็เหมือนกับตอนที่พาฟลอฟสั่นกระดิ่ง เราจะได้ประสบกับความรู้สึกรุนแรงเช่นนั้นอีกครั้ง เหมือนสุนัขของพาฟลอฟรู้สึกถึงความหิว

มันเป็นการยากที่จะค้นพบตัวกระตุ้นของคุณ และเพื่อนๆ จะสามารถช่วยได้อย่างที่ได้แนะนำไว้ในแหล่งข้อมูลอ้างอิง

ระยะหลังๆ นี้ เราได้จัดการนำเสนอต่อสาธารณะภายหลังปฏิบัติการบ่อยครั้งกว่าที่เคย การเล่าเรื่องราวของตนเองซ้ำแล้วซ้ำอีกในที่สาธารณะก็อาจช่วยคนบางคนได้ แต่ก็ไม่ได้ช่วยทุกคน บางครั้งความเจ็บปวดฝังลึกจากปฏิบัติการก็สาหัสมากถึงกับจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากนักวิชาชีพ และผู้ให้คำปรึกษาหลายคนยินดีอุทิศเวลามาช่วย  

ความเจ็บปวดฝังลึก ความเศร้าจากการสูญเสีย และความโกรธแค้น เป็นปฏิกิริยาของมนุษย์ที่มีสุขภาพดีทั่วไปที่มีต่อสิ่งที่เราเผชิญหน้าในชีวิต และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะนักกิจกรรม วัฒนธรรมของเรามักจะบอกว่าเราเป็นคนอ่อนแอหากว่าไม่สามารถ “ควบคุมอารมณ์” ได้ แต่การเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้พร้อมกับเพื่อนๆ ของเรา ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งอันน่าอัศจรย์เท่านั้น แต่ยังเป็นการก้าวย่างอย่างมั่นคงไปสู่การเยียวยาอีกด้วย เราอาจจะทำอะไรได้มากขึ้นในชุมชนของเราเพื่อคลายความหดหู่ของการคืนกลับมา เพื่อเยียวยาความเจ็บปวด เพื่อกลับมาควบคุมสุขภาพจิตทั่วๆ ไปของเราได้  

แหล่งข้อมูลสำหรับนักกิจกรรมเกี่ยวกับการเยียวยาความเจ็บปวดฝังลึก

  • บทความของสตาร์ฮอล์คเกี่ยวกับความเจ็บปวดฝังลึกหลังจากปฏิบัติการที่เจนัวที่นำขึ้นเว็บภายหลังจากปฏิบัติการที่ไมอามี ในบทความนี้มีการเชื่อมโยงกับบทความดีๆ อีกหลายชิ้น หรือดูเว็บไซต์ของสตาร์ฮอล์คที่ www.starhalk.org บางส่วนได้นำมาไว้ในภาคผนวกด้วย
  • http://healingtrauma.pscap.org/activeprep.html เป็นพื้นที่สำหรับคนในชุมชนนักกิจกรรมที่เคยเผชิญกับความเจ็บปวดฝังลึกจากปฏิบัติการ คนที่ต้องการเรียนรู้การฟื้นตัวจากความเจ็บปวดฝังลึกและอื่นๆ 

การถอดบทเรียนหลังปฏิบัติการ

ส่วนที่สำคัญที่สุดแต่มักจะถูกลืมมากที่สุดของการวางแผนปฏิบัติการส่วนหนึ่ง ก็คือการจัดให้มีการถอดบทเรียนภายหลังปฏิบัติการ การถอดบทเรียนเปิดโอกาสให้คุณวิเคราะห์กระบวนการของการทำแผน วิเคราะห์ว่าปฏิบัติการเป็นไปอย่างไร และได้ข้อสรุปอย่างสร้างสรรค์สำหรับการทำงานครั้งต่อไป การถอดบทเรียนยังช่วยสร้างชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นที่จะทำให้สามารถฟันฝ่าความขัดแย้งไปได้และยิ่งกลับมาแข็งแกร่งกว่า ใกล้ชิดกันกว่า และเคลื่อนไหวได้มากกว่าเดิม  

การถอดบทเรียนนั้นง่ายและสามารถทำได้หลายวิธี แต่ที่ต้องคิดถึงมีอยู่ 2 เรื่อง คือเป้าหมายและวิธีการ คุณอาจจะตัดสินใจกันเป็นกลุ่มว่านี่ใช่เวลาหรือยัง ที่จะแบ่งปันความรู้สึกหลังปฏิบัติการ ถกกันถึงยุทธวิธีของสื่อมวลชนและตำรวจ หรือทำความเข้าใจให้มากขึ้นกับกระบวนการของกลุ่มของคุณ ในการถอดบทเรียน อาจเลือกให้ความสำคัญกับการพูดถึงสิ่งที่กลุ่มเครือสหายของเราได้ทำไป มันเป็นไปอย่างไร เราได้เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันให้ดีขึ้นได้อย่างไร 

ในแง่ของวิธีการ ทั้งการคุยไปเรื่อยๆ และการอภิปรายที่มีการจัดการเป็นระบบ ต่างก็มีประโยชน์ทั้งคู่ เรื่องพื้นฐานที่ต้องพูดถึงในหัวข้อการวางแผนก่อนปฏิบัติการ และหัวข้อปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่มระหว่างปฏิบัติการ ได้แก่ อะไรที่เราชอบ อะไรที่เราไม่ชอบ และอะไรที่เราจะทำให้ดีขึ้นได้

คำถามว่า “ที่ไหน” และ”เมื่อไร” ก็สำคัญต่อการจะจัดการถอดบทเรียนให้ได้ดี การจัดขึ้นในสถานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนในกลุ่มจะนำมาซึ่งการสนทนาที่ดีที่สุด สำหรับจังหวะเวลานั้น คุณต้องหาสมดุลที่เหมาะสม โดยอาจต้องปล่อยให้เวลาผ่านไปสักระยะสำหรับคนที่ต้องการเวลาสำหรับขบคิดและตอบสนองใดๆ ต่อเหตุการณ์ แต่ต้องไม่นานเกินไปเพื่อที่ว่าความคิดยังคงล่องลอยอยู่ในหัว ประเด็นเฉพาะเจาะจงมากๆ เกี่ยวกับปฏิบัติการของแต่ละคน หรือเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องอื้อฉาวอาจจะมีผุดขึ้นมา จึงควรมีการเฝ้าระวังและคอยจับสัญญาณในกลุ่มให้ดี 

รายงานกลับต่อชุมชน

แม้ว่าทุกคนจะเหนื่อยหมดแรงเมื่อกลับมาถึงบ้าน แต่การรายงานกลับต่อชุมชนก็เป็นความรับผิดชอบอีกงานหนึ่ง คนที่สนับสนุนปฏิบัติการอยากจะได้ยินเรื่องราวจากนักกิจกรรมที่ได้ไปเข้าร่วมมา คนที่ได้อ่านเหตุการณ์ในหนังสือพิมพ์ก็อาจจะเกิดสนใจในประเด็นด้วย และที่สำคัญไม่น้อยเลยก็คือเรื่องราวที่ตื่นเต้นของคุณอาจจะเป็นการระดมทุนอย่างดี ถึงคุณไม่ต้องการเงิน แต่ทีมกฎหมายประจำปฏิบัติการอาจจะต้องการก็ได้ 

วันที่และสถานที่ของการจัดการรายงานควรจะเตรียมไว้ก่อนที่คุณจะออกเดินทาง และแจ้งเอาไว้ในเอกสารที่ส่งให้สื่อมวลชน ใบแถลงข่าว ในการโฆษณาปฏิบัติการให้ความรู้ และอื่นๆ ควรกำหนดเวลาไว้อย่างน้อย 2 ชั่วโมงเพื่อที่จะได้มีเวลาเพียงพอสำหรับเรื่องเล่าและคำถาม กลุ่มอาจจะต้องการหรือไม่ต้องการให้งานนี้เปิดให้นักข่าวเข้าร่วมก็ได้ และการตัดสินใจเรื่องนี้ต้องทำแบบประชาธิปไตย 

การรายกลับต่อชุมชนอาจจะจัดง่ายๆ หรือให้ค่อนข้างซับซ้อนหน่อยก็ได้ ถ้าคุณได้วิดีโอจากกลุ่มสื่อมวลชนอิสระไอเอ็มซีก่อนที่คุณจะกลับจากปฏิบัติการ จะเอามาฉายในงานก็ดีมาก แต่คุณไม่จำเป็นต้องมีอะไรที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงก็ได้ ปกติ ประชาชนก็ตื่นเต้นกับประสบการณ์ที่นักกิจกรรมเล่าอยู่แล้ว อย่าลืมพูดถึงประเด็นด้วย ไม่ใช่แค่ตัวปฏิบัติการอย่างเดียว


ผู้แปล: ลภาพรรณ ศุภมันตา 

แปลจาก “mass action handbook: getting your community on the road and into the street”, http://www.uproot.info/actionhandbook/index.html

Photo by john vicente on Unsplash

Scroll Up