บทที่ 10 เมื่อไปถึงเมืองที่มีปฏิบัติการ

เมื่อไปถึงเมืองที่มีปฏิบัติการ
Slider
สารบัญ
เนื้อหาหลักภาคผนวก

บทที่ 1 ยกปฏิบัติการขึ้นไปอีกขั้น

ในการเข้าร่วมชุมนุมหรือเข้าร่วมปฏิบัติการแต่ละครั้งเปิดโอกาสให้เราได้ใช้ชีวิตช่วงสั้นๆ ในโลกอุดมคติที่เราต่างวาดฝันไว้ ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย เราแบ่งงานกัน ช่วยกันแก้ปัญหา ดูแลกันและกัน แบ่งปันและเรียนรู้ทักษะต่างๆ ช่วงเวลาชุมนุมไม่กี่วันนั้นนับเป็นช่วงที่เราจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆ มากหน้าหลายตาที่เราไม่รู้จักมาก่อน นอกเหนือจากคนในชุมชนหรือเพื่อนพ้องเรา

บทที่ 2 เตรียมพร้อม! ข้อควรรู้เพื่อเข้าร่วมชุมนุมอย่างมีประสิทธิภาพ

การไปเข้าร่วมปฏิบัติการบนท้องถนนหรือการชุมนุมมวลชนแต่ละครั้งต้องใช้พลังงานมหาศาล ดังนั้นเมื่อเราไปถึงที่นั่นจะต้องมั่นใจว่าการไปเข้าร่วมของเราต้องได้ผล เราไม่ได้เดินทางมาตั้งไกลเพื่อที่จะ “ไปดูซะหน่อย” แต่เราเข้าร่วมก็เพื่อหนุนเสริมปฏิบัติการ เรายังทำหลายสิ่งหลายอย่างได้อีกมาก

บทที่ 3 การเป็นกลุ่มเครือสหาย และใช้ชีวิตในโลกที่คุณอยากเห็น

กลุ่มเครือสหายประกอบด้วยคนที่คิดคล้ายๆ กันหรือมีใจจะทำบางสิ่งบางอย่างมารวมตัวกัน ถ้าคุณเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนักกิจกรรม กลุ่มเครือสหายอาจจะตั้งขึ้นมาโดยคนที่สนใจจะทำงานในประเด็นใดประเด็นหนึ่งมารวมตัวกันและพูดคุยกัน เครือสหายจะกำหนดเป้าหมาย โครงสร้างและวัฒนธรรมกลุ่มของตนเอง

บทที่ 4 ปฏิบัติการสร้างความรู้

ขณะเตรียมจะเดินทางไปยังสถานที่ห่างไกลเพื่อประท้วง คุณจะพบคำถามมากมายอย่างแน่นอน ทำไมจะต้องเสียเวลาไปประท้วงด้วยล่ะ คุณประท้วงอะไร ทำไมถึงไม่ดีล่ะ คุณอาจรับมือกับคำถามเหล่านี้ทีละคำถาม หรือกลุ่มเครือสหายของคุณอาจจะจัดปฏิบัติการสร้างความรู้ขึ้นมาเองก็ได้

บทที่ 5 การเข้าหามวลชน

คนที่เกี่ยวข้องหรือมีความห่วงใยประเด็นหนึ่งๆ มีความรับผิดชอบที่จะทำหน้าที่อย่างขันแข็งในการเข้าหามวลชนในชุมชนและให้การศึกษา คณะกรรมการศิลปะและงานเขียนควรทำแผ่นพับที่พูดถึงประเด็น พูดถึงการที่จะเดินทางไปร่วมปฏิบัติการมวลชน

บทที่ 6 งานจัดการเกี่ยวกับการเดินทาง

มีเรื่องให้คิดตัดสินใจมากมายก่อนจะเริ่มต้นออกเดินทางไปยังสถานที่ปฏิบัติการ เมื่อคุณอยู่ในที่ปฏิบัติการ ระดับความเครียดก็สูงมากอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณเอาใจใส่กับเรื่องต่างๆ ต่อไปนี้ก่อนที่คุณจะจากบ้านจากเมือง คุณจะพบว่าตัวเองสามารถจดจ่ออยู่แต่เรื่องที่ว่าคุณมาร่วมปฏิบัติการนี้ทำไม

บทที่ 8 สื่อมวลชน

บ่อยครั้งที่ดูเหมือนว่าไม่ว่าเราจะทำอะไร สื่อมวลชนกระแสหลักก็ไม่ให้ความสำคัญกับนักกิจกรรมของเรา และเมินเฉยต่อความห่วงใยเรื่องประชาธิปไตยแท้จริงและกระบวนการประชาธิปไตย บางครั้งสื่อมวลชน “ทางเลือก” ก็ไม่ให้พื้นที่และความเอาใจใส่แก่เราอย่างที่เราคาดหวังจากพวกเขา ทำให้นักกิจกรรมหลายคนสงสัยว่าสื่อมวลชนนั้นคุ้มค่าความพยายามของเราหรือไม่

บทที่ 9 ที่เมืองของคุณ ในช่วงเวลาปฏิบัติการ

เพื่อให้คุณสามารถเดินทางไปเข้าร่วมปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่เมืองของคุณยังมีกิจกรรมและภารกิจหลายอย่างที่ต้องทำ กิจกรรมและภารกิจต่างๆ นี้ เปิดโอกาสอย่างดีให้แก่นักกิจกรรมที่ไม่ได้เดินทางไปด้วยได้ร่วมทำบทบาทหน้าที่ ในขณะที่คุณวางแผนกิจกรรมและภารกิจเหล่านี้

บทที่ 10 เมื่อไปถึงเมืองที่มีปฏิบัติการ

และแล้ว คุณก็ไปอยู่ในที่ที่คุณอยากจะไป ในจังหวะเวลาที่คุณจะได้ทำอะไรก็ตามที่คุณตั้งใจมาทำ การหลีกเลี่ยงการก่อกวนของตำรวจหมายถึงการประพฤติตัวอย่างฉลาดและถูกกฎหมายดังที่จะได้อธิบายไว้ในส่วน “คำแนะนำเรื่องรถ” และ “คำแนะนำสำหรับคนเดินถนน” ข้างล่างนี้

บทที่ 11 กลับบ้าน หลังจากปฏิบัติการ

ออกจะเป็นเรื่องปกติที่เราจะนอนน้อยเกินไป หรือเครียดมากในระหว่างปฏิบัติการ และบ่อยครั้งที่เราไปอยู่ในเมืองที่ไม่คุ้น นอนในที่ที่ไม่คุ้น กินอาหารที่ไม่คุ้น และพบกับเพื่อนใหม่ๆ ที่เราไม่คุ้น เราอาจจะพยายามทำตัวให้มีประสิทธิภาพมากกว่าปกติเพราะว่าเดิมพันสูงกว่าปกติ

ภาคผนวก 4 การจัดการแสดงเอกภาพในคุกหรือในศาล

การแสดงเอกภาพในคุกหรือในศาล เป็นการผสมผสานเทคนิคการไม่ให้ความร่วมมือ (Non cooperation) และการต่อรองแบบหมู่ ที่กลุ่มนักกิจกรรมอาจจะนำไปใช้เพื่อเป็นการดูแลกันและกันในระบบกฎหมาย จุดผกผันของการแสดงเอกภาพเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่าคุกหรือว่าศาลนั้น ถ้าจะดำเนินการไปได้อย่างราบรื่นก็ต้องให้คนเซื่องหรือว่าง่าย คุกคาดหวังว่านักโทษจะยอมเข้าแถว

ภาคผนวก 5 ความรู้พื้นฐานเพื่อการปฐมพยาบาล

คิดไว้ล่วงหน้า ว่าอะไรบ้างที่จำเป็นต้องมีและต้องนำไป ต้องรู้ว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้น รู้ว่าจะหาความช่วยเหลือได้ที่ไหน และคิดวิธีการที่จะติดต่อกับเพื่อนให้ได้ถ้าหากว่าเกิดพลัดหลงกัน

ภาคผนวก 6 การเขียนใบแถลงข่าว

นักข่าวพูดภาษาเพียงภาษาเดียว นั่นคือภาษาของพวกเขาเอง ถ้าคุณต้องการจะเข้าถึงพวกเขา คุณก็ต้องพูดภาษาของพวกเขา นั่นหมายความว่าใบแถลงข่าวของคุณต้องเลียนแบบรูปแบบและวิธีการเขียนแบบข่าว มันง่ายและตรงไปตรงมา และถ้าคุณไม่ใช้แบบนี้ ใบแถลงข่าวของคุณจะไม่เป็นผล ต่อไปนี้เป็นวิธีเขียน

ภาคผนวก 8 การหนุนช่วยภาวะเจ็บปวดฝังลึก

การทำปฏิบัติการทางสังคมไม่ใช่เรื่องง่าย ในการที่จะยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งเพื่อโลก เพื่อเสรีภาพ และเพื่อสิทธิมนุษยชนในเวลาที่ยากลำบาก เรามักจะเผชิญกับความรุนแรง ที่ทำให้เจ็บปวด เราจำเป็นต้องรู้วิธีพยุงกันและกันไว้ ต้องรู้ถึงการตอบสนองแบบมนุษย์ของเราต่อภาวะเจ็บปวดฝังลึก

คำแนะนำเพื่อหลีกเลี่ยงการก่อกวนของตำรวจ

และแล้ว คุณก็ไปอยู่ในที่ที่คุณอยากจะไป ในจังหวะเวลาที่คุณจะได้ทำอะไรก็ตามที่คุณตั้งใจมาทำ การหลีกเลี่ยงการก่อกวนของตำรวจหมายถึงการประพฤติตัวอย่างฉลาดและถูกกฎหมายดังที่จะได้อธิบายไว้ในส่วน “คำแนะนำเรื่องรถ” และ “คำแนะนำสำหรับคนเดินถนน” ข้างล่างนี้ และก็ยังหมายถึงการขยันเก็บบันทึกการประพฤติมิชอบของตำรวจด้วย การบันทึกเช่นนี้จำเป็นต่อการทำให้ตำรวจมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกเขาทำ (หลังจากปรากฏข้อเท็จจริง) และในการให้ได้มาซึ่งคำสั่งห้ามก่อนที่พวกเขาจะทำเรื่องพวกนั้น คำสั่งห้ามนั้นจะไม่มีทางได้มาเลยถ้าไม่มีการบันทึกเอกสารอย่างดี ดังนั้น ถ้าคุณต้องการให้ทนายยื่นขอคำสั่งห้าม มันก็ขึ้นอยู่กับคุณนั่นแหละ! ลองดูส่วนที่ว่าด้วย “ขั้นตอนการบันทึกเหตุการณ์” และใช้เป็นแนวทางการทำบันทึกเอกสารแบบนักกิจกรรม

คำแนะนำเรื่องรถ

  • ก่อนที่คุณจะจากบ้านมา ให้แน่ใจว่ามีเอกสารทุกอย่างฉบับล่าสุดหรือยังไม่หมดอายุ (ใบอนุญาตขับขี่ ประกันภัย การจดทะเบียน) อยู่ในรถ
  • ถ้าเป็นรถขอยืมมา ให้นำจดหมายจากคนที่ให้ยืมมาด้วย ที่ระบุว่าคุณได้รับอนุญาตจากเขาให้ใช้รถ และคุณได้รับมอบอำนาจจากเขาให้กระทำการเพื่อนำรถออกมาในกรณีที่รถถูกยึด เป็นต้น
  • ตรวจสอบรถของคุณให้เรียบร้อยก่อนออกจากบ้าน ให้แน่ใจว่าไม่มีของที่อาจดูแล้วไม่รู้ว่าคืออะไรหรือของผิดกฎหมายซุกอยู่ในนั้น (ของอะไรชิ้นใหญ่ๆ สีมืดๆ ในกล่องถุงมือ อุปกรณ์กีฬาหนักๆ ที่เบาะหลัง กิ่งไม้หรือเมล็ดอะไรใต้พรมปูพื้น อะไรที่ดูเหมือนเครื่องมือช่าง เป็นต้น) จงตระหนักว่ากฎหมายว่าด้วยอาวุธและยาเสพติดต่างกันไปในแต่ละรัฐ (และคุณอาจจะต้องเดินทางผ่านหลายรัฐ)  เช่นในแคลิฟอร์เนีย คนที่เล่นเบสบอลอาจจะนำไม้ตีใส่ช่องเก็บของท้ายรถได้และต้องมีถุงมือเบสบอลเก็บไว้พร้อมกันด้วย ไม่เช่นนั้นไม้ตีเบสบอลจะถือว่าเป็นอาวุธ เอาของที่ไม่ตั้งใจจะเอาไปออกจากรถ และเอาอะไรที่ดูประหลาดๆ ที่คุณต้องนำไปใส่ท้ายรถ
  • ซ่อมไฟท้ายรถหรืออุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ อื่นๆ ที่ซ่อมได้ เพื่อที่คุณจะไม่ถูกเรียกให้จอดข้างทางเพราะเรื่องพวกนี้
  • ก่อนที่จะออกจากบ้าน หาแผนที่ของเมืองที่คุณกำลังจะไป เรียนรู้ตำแหน่งของที่ตั้งแคมป์หรือบ้านพัก จุดนัดพบ ทางหลวงหลักๆ คุณจะได้ไปไหนมาไหนได้อย่างฉลาดทันทีที่ไปถึง
  • หลีกเลี่ยงการกลับรถหรือการขับขี่ผิดกฎหมายแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย จงเปิดไฟเลี้ยว จำไว้ว่าค่าปรับการขับรถเร็วเกินกำหนด อาจจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคุณเพิ่มขึ้นสองสามเท่า
  • ในขณะที่ขับรถเข้าใกล้เมือง และตลอดเวลาที่ขับรถอยู่ในเมืองที่มีการประท้วง ให้เลือกคนชี้ทิศทางที่เก่งๆ คนหนึ่ง ให้ถือแผนที่ไว้ และนั่งข้างคนขับ เพื่อช่วยไม่ให้คนขับรถหลงทาง หรือขับวนไปวนมา จะได้ลดเวลาการอยู่บนถนนให้น้อยที่สุด การขับรถอย่างระมัดระวังในเมืองที่ไม่คุ้นเป็นเรื่องที่เครียดมาก ดังนั้นการมีคนช่วยชี้ทิศทาง อ่านป้ายข้างถนน หาที่จอดรถ หยิบขวดน้ำดื่ม และอื่นๆ จึงช่วยได้มาก คุณจะได้มีสมาธิอยู่กับการขับรถให้ถูกกฎหมายทุกข้อได้
  • ตระหนักว่ารถที่อัดแน่นไปด้วยนักกิจกรรมที่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยจะเพิ่มโอกาสการถูกตำรวจก่อกวนในเมืองที่มีการประท้วงได้สูงมาก คุณอาจจะวางแผนขับรถหลายเที่ยว เที่ยวละน้อยคน
  • ถ้าคุณแวะซื้อเบียร์ตอนขากลับมายังที่พัก ให้แน่ใจว่าเบียร์เก็บไว้ท้ายรถ
  • ตอนที่คุณขึ้นรถ เตือนคนขับรถให้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าใบอนุญาตขับรถของเขาเก็บไว้กับตัวและหยิบได้ง่าย  (ไม่ใช่อยู่ท้ายรถ หรือใต้แผ่นปูพื้น หรือตรงช่องแอร์) เวลาที่คนหลายๆ คนไม่ได้พกบัตรประชาชน ก็เป็นการง่ายที่คนขับรถเองก็จะลืมใบอนุญาตขับขี่รถด้วย และอาจจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากใหญ่ได้ถ้าคุณจำเป็นต้องไปควานหาในกองบัตรสิบกว่าใบกว่าจะพบ 
  • ถ้าคุณนั่งรถไปพร้อมกับคนหลายคน ก็ขอให้ช่วยคนขับ (แม้ว่าคุณจะไม่รู้จักเขา) ด้วยการไม่ส่งเสียงในรถให้ดังหนวกหู เขาจะได้มีสมาธิในการขับ ช่วยชี้ทาง และตรวจสอบที่จอดรถเวลาไปถึง นี่เป็นความรับผิดชอบต่อชุมชนอย่างหนึ่ง อย่ากระโดดลงจากรถของคนอื่นแบบว่า “ก็มันไม่ใช่รถของฉันนี่ นั่นมันเป็นปัญหาของเขาต่างหากล่ะ”
  • ถ้าคุณถูกตำรวจกักตัว จงอย่าพูดแก้ตัว อย่าแต่งเรื่องขึ้น อย่าโกหก ให้เงียบอย่างเดียว และถ้าตำรวจจะค้นรถของคุณ ก็พูดว่า “ฉันไม่ได้ยินยอมให้มีการค้นครั้งนี้” (พวกเขาก็ค้นอยู่นั่นเอง แต่ก็อาจจะเป็นการค้นที่ผิดกฎหมาย)
  • การก่อกวนนักกิจกรรมยังหมายความว่าการจอดรถผิดกฎหมายจะมีราคาแพงมาก ถ้าคุณจะจอดรถ ก็ขอให้อ่านป้ายสัญลักษณ์ตามถนนให้ดีๆ ให้แน่ใจว่าถูกต้องตามกฎหมาย และถ้าต้องจ่ายค่าจอดรถ ก็จ่ายด้วย 

คำแนะนำสำหรับคนเดินถนน

  • การก่อกวนนักกิจกรรมหมายความว่าสถานีตำรวจบางแห่งเกิดความปรารถนาแรงกล้าอย่างปัจจุบันทันด่วนที่จะบังคับใช้กฎหมายว่าการข้ามถนนในทางข้าม
  • อย่าไปไหนคนเดียว ถ้าคุณถูกเรียกให้หยุด ถูกก่อกวน หรือถูกพาตัวไป จะไม่มีใครรู้ และคุณก็จะไม่มีพยานด้วย
  • โดยทั่วไปแล้ว จะปลอดภัยที่สุดถ้าเดินกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ถ้าเห็นนักกิจกรรมคนอื่นเดินคนเดียวหรือสองคนอยู่ข้างหน้าหรือหลังคุณ ก็เชิญเขามารวมกลุ่มกับคุณ นี่เป็นการสร้างชุมชนอีกด้วย!
  • สำหรับขนาดของกลุ่ม คุณคงอยากจะอยู่รวมกับกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เว้นแต่กรณีต่อไปนี้
    • คุณกำลังสอดแนม
    • มีกฎหมายพูดถึงกลุ่มคน 8 คน ว่าเป็นการ “ชุมนุมโดยผิดกฎหมาย”
    • คุณกำลังเคลื่อนย้ายคนจำนวนมากเข้าไปยังพื้นที่หนึ่งๆ อย่างรวดเร็วและเงียบเชียบโดยไม่ไปสะดุดความสนใจของตำรวจ
    • คุณกำลังปลอมตัว พยายามที่จะผ่านเข้าไปในฐานะคนที่ไม่ได้มาประท้วง ในกรณีเช่นนี้ การแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ให้ดูเหมือนคู่รักต่างเพศหลายๆ คู่ ก็ได้ผลดี  
  • ลองคิดถึงการปลอมตัว คิดว่าเป็นเทศกาลคาร์นิวาลก็ได้ ในเทศกาลอย่างนี้ การแต่งกายได้ช่วยบ่อนทำลายความแข็งแกร่งของระเบียบสังคม ไม่ใช่ว่าคุณกำลังละทิ้งตัวตนของคุณ แต่คุณกำลังใช้การแต่งกายมาทำลายบางสิ่งบางอย่าง แบบที่คนที่ถูกกดขี่ได้เคยทำกันมาเป็นร้อยๆ ปี และเคยมีการต่อสู้ให้แก้กฎหมายที่รัฐไม่ค่อยอยากจะแก้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิที่จะแต่งกายด้วย เช่นตอนที่ สหรัฐอเมริกาได้ออกกฎห้ามสวมหน้ากากในเทศกาลมาดิกราส์ ในช่วง 25 ปีแรกที่เข้ามาปกครองนิวออร์ลีนส์ ข้อแนะนำต่อไปนี้ สำหรับนักกิจกรรมในโลกตะวันตก
    • ตอนที่คุณจะจัดกระเป๋า ลากเอากางเกงสีกากีและเสื้อยืดถักมาใช้
    • คิดถึงการแต่งตัวแบบนักท่องเที่ยว ถ้าคุณกำลังจะไปสถานที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว
    • ชุดกีฬาจะทำให้คุณดู “ปกติ” มาก  
    • ไปร้านขายของเก่า หาเสื้อผ้าแบบนักธุรกิจที่สุดแสนถูก อย่าไปเลือกชุดย้อนยุคแบบปีทศวรรษ 1970 มา อย่าซื้อเพียงเสื้อนอกหลวมๆ เท่านั้น ไม่เข้าท่าหรอก สำหรับสุภาพสตรี คิดถึงการแต่งตัวแบบเลขานุการ กระโปรงทรงแนบตัว เสื้อเชิ้ตผ้าซาตินแบบเน้นสัดส่วน ถุงเท้า รองเท้าแบบผ้าใบ แต่งหน้าหนาๆ สวมทับด้วยเสื้อแจ๊กเก็ตแบบไหนก็ได้ สำหรับคุณผู้ชาย คิดถึงการแต่งตัวแบบเจ้าหน้าที่บริษัท แต่พวกคุณหลายๆ คนคงจะไม่สามารถผ่านไปได้ในชุดสูท! ลองกางเกงขายาว (ไม่ต้องหลวมเกินไป) และเสื้อเชิ้ต 
    • และคิดถึงการแต่งตัวของคนงานโรงงานที่อาจจะอยู่ในแถบนั้น บางทีชุดเสื้อกางเกงติดกันแบบช่างแต่สะอาดๆ หน่อย สวมกับเสื้อเชิ้ตที่ติดชื่อใครสักคน และหมวกที่เข้ากัน หรือเป็นช่างทาสี (อย่าลืมเอาสีไปด้วย การจัดหาเครื่องแต่งตัวอย่างนี้ก็สนุกดี)
    • การปลอมตัวที่ดีที่สุดสำหรับทุกเพศ (ราคาไม่แพงในร้านขายของมือสอง): กางเกงยีนส์ทรงขาลีบพอดีตัวที่สะอาดๆ เสื้อยืดคอโปโลที่มีชื่อบริษัทอะไรสักแห่ง เก็บชายเสื้อเข้าในกางเกง อาจสวมเสื้อแจ๊กเก็ตกันลม หรือแจ๊กเก็ตแบบมีหมวกฮู้ด ที่อาจจะมีสัญลักษณ์อะไรที่เกี่ยวกับกีฬา หรือชื่อองค์กรธุรกิจติดอยู่ด้วย
    • ไม่! ไม่! ไม่! ไม่เอาเป้หลัง! หากระเป๋าเดินทางราคาถูกๆ หรือกระเป๋าถือในร้านขายของเก่า และถ้าคุณต้องเอาของไปด้วย กระเป๋าเสื้อผ้านักกีฬาจะดูน่าเชื่อถือกว่า  
    • ยิ่งคุณดูไม่ตามแฟชั่นเท่าไร ก็ยิ่งดี ยกเว้นว่าคุณจะลองแต่งเป็นคนเมืองระดับสูงๆ (ถ้าเป็นแบบนี้ คุณควรต้องรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่)

ขั้นตอนการบันทึกเหตุการณ์

  • เป็นไปได้ว่า ไม่ว่าอย่างไร คุณก็จะถูกก่อกวนอยู่นั่นเอง
  • การก่อกวนของตำรวจเป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญของคุณ
  • จงเก็บบันทึกเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และส่งบันทึกนี้ให้กับทีมกฎหมายประจำปฏิบัติการ
  • พกสมุดโน๊ตและปากกาเพื่อการนี้ตลอดเวลา!!!
  • การจดจ่ออยู่กับการบันทึกเหตุการณ์จะช่วยให้คุณสงบ และมีสติอยู่ตลอดเวลาที่เกิดเรื่อง
  • ถ้าคุณไม่ได้เป็นเป้าหมายของตำรวจ แต่ว่าอยู่แถวนั้น ก็จงทำอะไรที่เป็นประโยชน์ ให้จดบันทึกเหตุการณ์นั้น อย่าเพียงแค่ดูเฉยๆ คุณจะจำไม่ได้หรอก ดังนั้น เอาสมุดโน้ตออกมา และจดเรื่องที่เกิดขึ้นลงไป
  • ถ้าคุณเป็นพยาน บันทึกเหตุการณ์ของคุณจะสำคัญเท่ากับฉบับของเหยื่อ ดังนั้นจงบันทึกและส่งให้กับทีมกฎหมาย
  • การก่อกวน รวมถึงสิ่งต่อไปนี้
    • การเฝ้าจับตามองทุกชนิด
    • ตำรวจขับรถหรือเดินโฉบไปโฉบมา (ให้บันทึกชนิดของรถ เครื่องแบบ และอุปกรณ์)
    • ตำรวจถามคำถาม
    • การเรียกให้หยุดและตรวจค้น (จงพูดซ้ำๆ ว่า “ฉันไม่ยินยอมให้ตรวจค้น”)
    • ตรวจค้นโดยตำรวจที่ไม่ใช่เพศเดียวกับคนที่ถูกตรวจ
    • การกักตัว
    • การจับกุม
    • ให้ใบสั่งกรณีไม่ข้ามถนนในทางข้าม หาเรื่องคนที่นั่งอยู่ข้างทางที่สวมเสื้อแจ๊กเก็ตแบบมีหมวกฮู้ด
    • สั่งให้คุณหยุดรถโดยไม่มีเหตุสมควรหรือด้วยเหตุผลเล็กน้อย
    • ค้นรถของคุณ (จงพูดซ้ำๆ และดังๆ ว่า “ฉันไม่ยินยอมให้ตรวจค้น”)
    • ยึดวัสดุอุปกรณ์  ป้ายสัญลักษณ์ หรือเครื่องมือ
  • การบันทึกเหตุการณ์ ให้รวมเอาสิ่งต่อไปนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
    • วันที่และเวลาที่เกิดเหตุ
    • สถานที่เกิดเหตุ (ใส่บ้านเลขที่และถนนที่ใกล้ที่สุด)
    • มีหน่วยราชการหน่วยใดเข้ามาเกี่ยวข้อง (ถ้าเจ้าหน้าที่สวมเครื่องแบบต่างกัน หรือรถของพวกเขาทาสีต่างกัน เท่ากับว่ามีมากกว่าหนึ่งหน่วย)
    • จำนวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และระยะห่างจากเหตุการณ์ (มองดูด้านหลังด้วย อาจจะมีกำลังเสริม)
    • อุปกรณ์ที่ใช้ (พาหนะ อาวุธ อุปกรณ์ควบคุมฝูงชน)
    • ตั้งคำถามกับเจ้าหน้าที่ คุณมีสิทธิที่จะรู้ว่าใครรับผิดชอบการปฏิบัติงานครั้งนี้ และโดยทันที คุณอาจแต่งตั้งผู้ประสานงานกับตำรวจให้พูดกับคนคนนั้น (พูดกับคนอื่นก็ไม่ได้ทำให้คุณไปถึงไหนหรอก) จดชื่อคนคนนั้นทันที
    • ระบุตัวตำรวจและพาหนะ เช่นชื่อ หมายเลขป้ายประจำตัว เลขทะเบียนรถ
    • เขียนรายละเอียดทุกสิ่งทุกอย่างที่ตำรวจพูดและทำโดยทันทีภายหลังเหตุการณ์ ก่อนที่คุณจะลืม บันทึกการข่มขู่ใดๆ ลงไปด้วย เช่นให้คนนอนลงกับพื้น จี้อาวุธใส่คน บังกล้องของผู้สังเกตการณ์ ยึดสิ่งของ คว้าแผ่นพับหรือสัญลักษณ์ไปจากมือของคน ใช้คำพูดหยาบคายรุนแรง เป็นต้น คุณไม่จำเป็นต้องเขียนทุกสิ่งที่คุณและนักกิจกรรมอื่นพูด ให้สนใจแต่เฉพาะสิ่งที่ตำรวจพูด ให้จดลงทุกถ้อยทุกคำอย่างเร็วที่สุด
    • นำบันทึกเหตุการณ์นี้ไปยังสถานที่ปลอดภัย ให้พ้นตัวคุณโดยเร็วที่สุด เผื่อว่าคุณจะถูกจับตัวทีหลัง
    • เรียบเรียงใหม่ให้เรียบร้อย และส่งเอกสารบันทึกนี้ให้กับทีมกฎหมายพร้อมกับภาพถ่าย การบันทึกภาพวิดีโอหรือบันทึกเสียงใดๆ ที่คุณสามารถทำได้จากเหตุการณ์นั้น ให้แน่ใจว่าแต่ละชิ้นที่คุณให้ไปได้ลงข้อมูลเหตุการณ์เช่นวันที่ เวลา สถานที่ (เช่นสี่แยกที่ใกล้ที่สุด) และที่อยู่ที่จะติดต่อกับคุณได้หลังจากนี้ (จะติดต่อกับคุณได้ในช่วง 1 – 6 เดือน ระหว่างที่กำลังเตรียมฟ้องศาล)

ไม่ได้วางแผนจะถูกจับหรือ? จงเตรียมพร้อมถูกจับ

ถ้าคุณไม่ได้พยายามจะถูกตำรวจจับกุม คุณก็คงจะไม่ถูกจับ แต่บางครั้งตำรวจก็ใช้ยุทธวิธีแปลกๆ และจับคนด้วยเหตุผลว่าเดินอยู่ข้างถนนและป็นนักกิจกรรม (ประมาณเหมือนกับ “ขับรถไม่เปิดไฟ”) เนื่องจากตำรวจนั้นไร้เหตุผลมากและทำอะไรแปลกๆ จึงเป็นการดีที่สุดที่เตรียมให้พร้อมเสมอที่จะถูกจับ

การเตรียมตัวไว้เผื่อถูกจับ

1. การเตรียมตัวด้านกฎหมาย

  ทุกๆ คนควรจะมีส่วนร่วมในการตั้งระบบหนุนช่วยด้านกฎหมายสำหรับกลุ่มเครือสหายของคุณ ตามที่ได้แนะนำเค้าโครงไว้ในบทที่ว่าด้วยกฎหมาย

2. การเตรียมตัวด้านการจัดการ

  • ถ้าคุณเป็นผู้เยาว์ ขอให้พ่อแม่เขียนจดหมายมอบอำนาจให้กับใครสักคนหนึ่งที่คุณเดินทางไปด้วยที่จะให้คุณอยู่ใน “ปกครอง” ของเขา เพื่อที่จะจัดการให้คุณออกจากคุก
  • ให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้พกพาสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปด้วยที่จะทำให้เกิดปัญหาถ้าคุณถูกจับ นี่หมายรวมอะไรก็ตามที่อาจจะถูกพิจารณาว่าเป็นอาวุธ (แม้แต่มีดเล่มเล็กๆ) หรือยาเสพติดจำนวนนิดเดียว
  • ให้แน่ใจว่าคุณพกใบสั่งยาที่คุณต้องใช้ไว้กับตัวด้วยสำหรับยาที่คุณนำติดตัวไป หรือเผื่อว่าคุณอาจจะต้องการยาในขณะอยู่ในคุก
  • ถ้าคุณไม่ใช่พลเมืองของประเทศนั้น (มีวีซ่าอะไรสักประเภทหนึ่ง) เป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณต้องพูดกับทนายขอแรง (ทนายที่รัฐจัดหามาให้ หรือทนายอาสาสมัคร) หรือทนายความ ก่อนที่จะยอมรับ “ข้อเสนอ” ใดๆ คุณอาจจะจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนศาลอีกยาวไกลเพื่อให้แน่ใจว่าคุณ “ไม่มีความผิด” นี่หมายความว่าคุณต้องอดทน การทำให้ประวัติคุณสะอาดก็สำคัญพอๆ กับการออกจากคุกให้เร็วที่สุด นี่ไม่ใช่คำแนะนำด้านกฎหมายคุณควรหารือกับทนาย!
  • ถ้าคุณไม่ใช่พลเมือง (และไม่มีวีซ่า) คุณจำเป็นต้องออกจากคุกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และให้เงียบที่สุด อย่าทำตัวเป็นจุดสนใจ ขอคนที่ถูกจับคนอื่นๆ ว่าให้คุณป็นคนแรกที่คุยกับทนาย ถ้าคุณมีโอกาสที่จะยอมรับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยมีหมายสั่งให้ไปปรากฏตัวต่อศาล (Citation-release) คุณอาจจะต้องการทำเช่นนั้น อย่าเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของคุณทางโทรศัพท์ หรือในที่ที่ตำรวจอาจจะแอบฟังหรือจับตามองคุณ ขอให้แจ้งต่อทนายโดยเร็วที่สุดด้วยตัวเอง (ความเป็นส่วนตัวของการสนทนาของคุณจะได้รับการคุ้มครอง) นี่ไม่ใช่คำแนะนำด้านกฎหมายคุณควรหารือกับทนาย!
  • ให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้สวมใส่อะไรที่คุณอาจจะเศร้าถ้ามันหายไป เช่นเครื่องประดับเพชรพลอย สิ่งของที่มีความรู้สึกผูกพัน เงินที่เกินกว่าที่ต้องใช้ หรือไดอะรีของเมื่อหกเดือนที่แล้ว (จงพกสมุดโน๊ตใหม่เอี่ยมไปเข้าร่วมปฏิบัติการ)
  • ลดโอกาสที่ทำให้คนอื่นๆ จะถูกสืบสาวถึงให้ได้น้อยที่สุดอันเนื่องมาจากการที่คุณถูกจับ อย่าได้พกสมุดบันทึกที่อยู่หรือหมายเลขโทรศัพท์ เครื่องมือสื่อสารหรือคอมพิวเตอร์แบบพกพา หรือบันทึกการประชุม
  • ให้แน่ใจว่าสมุดปากกาอยู่ในกระป๋าเสื้อหรือกางเกงของคุณแล้ว ไม่ใช่อยู่ในเป้หลัง ของพวกนี้จะมีประโยชน์มากในขณะอยู่ในคุก (พวกเขาจะไม่ให้คุณเก็บเป้ไว้กับตัวหรอก) เช่นเดียวกัน ถ้าคุณกำลังจะถูกจับ เอาโทรศัพท์มือถือซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกางเกง มันอาจจะช่วยให้คุณโทรศัพท์ออกในขณะอยู่บนรถที่ควบคุมตัว (ภายหลังจากที่พวกเขายึดเอาเป้ของคุณไป แต่ก่อนที่พวกเขาจะค้นตัวคุณ)
  • ในสถานการณ์เช่นนี้ จะโทรศัพท์ถึงใคร ต้องไม่ใช่พ่อแม่คนรักหรือเพื่อน โทรศัพท์เรื่องส่วนตัวนี้ ผู้หนุนเสริมด้านกฎหมายประจำกลุ่มเครือสหายของคุณจะดำเนินการให้กับคุณเอง แต่ต้องโทรศัพท์ถึง

1. ทีมกฎหมาย แจ้งให้พวกเขาทราบว่ามีคนอื่นๆ ถูกจับอีกกี่คน และเตือนพวกเขาถึงคนที่อยู่ในสภาพเสี่ยงที่อาจถูกจับ เช่นถ้ามีผู้สูงอายุที่คุณเห็นว่าถูกจับ หรือคนบาดเจ็บ ก็แจ้งให้พวกเขาทราบด้วย ถ้ามีคนต่างด้าวหรือคนแปลงเพศ ก็บอกกับทีมกฎหมายว่า “อาจจะมีประเด็นเรื่องการเข้าเมืองหรือเรื่องเพศสภาพอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย” แต่อย่าระบุชื่อใครทั้งนั้นทางโทรศัพท์ นี่เป็นข้อมูลที่ทีมกฎหมายต้องการเพื่อที่จะรีบไปจัดลำดับการปฏิบัติการ

2. ศูนย์สื่อมวลชนอิสระไอเอ็มซี เพื่อทำรายงานสดจากท้องถนนเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ

ถ้าการจับกุมกำลังเกิดขึ้น และคุณกำลังถือกล้องไม่ว่าแบบไหน ให้ยัดใส่มือใครสักคนที่อยู่นอกเขตที่จับกุม และขอให้เขานำไปส่งไว้ที่ทีมกฎหมายหรือศูนย์สื่อมวลชน กล้องจะปลอดภัยกว่าหากอยู่กับคนแปลกหน้าที่ป็นผู้ประท้วงด้วยกันมากกว่าอยู่กับตำรวจ ตำรวจมักจะไม่คืนกล้องให้กับคนที่ถูกจับ และแม้ว่าคุณเกิดได้กล้องคืน คุณอาจจะไม่ได้ฟิล์มกลับมาด้วย รวมทั้งภาพสถานการณ์ที่คุณถูกจับซึ่งอาจจะทำไปโดยผิดกฎหมายด้วย

3. การเตรียมตัวด้านจิตใจ

  • การจับกุมและการจำคุกเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกสบายและน่ากลัว
  • จงเตือนตัวเองว่า การจับกุมและระบบคุกถูกออกแบบมาเพื่อให้คุณรู้สึกไร้อำนาจ อ่อนแอ ทำให้คุณเหมือนไม่ใช่คน และโดดเดี่ยว
  • มองไปให้ทั่วๆ มีนักกิจกรรมอื่นๆ ที่ถูกจับพร้อมกับคุณ บางคนก็ผ่านเรื่องแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง พวกเขาจะเป็นขุมพลังความกล้าหาญและความบันเทิงของคุณ คุณทุกๆ คนจะร่วมกันแปรเปลี่ยนประสบการณ์นี้ จงรวบรวมพลังของคุณให้อยู่ที่การทำงานร่วมกับคนอื่นๆ 
  • คุณไม่ได้โดดเดี่ยว ชั่วขณะที่คุณถูกจับ ไม่ใช่แค่กลุ่มเครือสหายของคุณเท่านั้น แต่นักกิจกรรมอื่นๆ หลายคนที่คุณไม่เคยรู้จักมาก่อน ต่างก็พุ่งเข้าสู่ปฏิบัติการในการแกะรอยคุณในระเบียบขั้นตอนต่างๆ สร้างความยุ่งยากให้แก่คุกเพื่อปลดปล่อยคุณ และเผยแพร่สิ่งเกิดขึ้นให้สาธารณะได้รับรู้
  • นักกิจกรรมมักถูกปฏิเสธสิทธิที่จะโทรศัพท์ สิทธิพื้นฐานและความจำเป็นพื้นฐานอื่นๆ นี่เป็นการหาเรื่องกลั่นแกล้ง และคุณจะพบว่าความเป็นเอกภาพระหว่างผู้ถูกจับจะช่วยได้มากในการรับมือกับประเด็นพวกนี้ จงร่วมมือกับผู้ถูกจับคนอื่นๆ ที่จะร้องเพลง ท่องคำประท้วง เต้นรำ หรือทุบกำแพงจนกว่าผู้คุมจะยอมแพ้และให้คุณได้ในสิ่งที่ต้องการ คุณไม่ได้ไร้อำนาจหรอกนะ
  • ตำรวจโกหก ผู้คุมโกหก เจ้าหน้าที่คุกโกหก พวกเขาโกหกเพื่อที่จะควบคุมคุณ พวกเขาจะโกหกในรูปแบบของการข่มขู่ให้คุณกลัว หรือบังคับคุณ และพวกเขาจะโกหกในรูปแบบของคำสัญญาเพื่อให้คุณสบายใจ หรือหลอกใช้คุณ
  • ตำรวจและผู้คุมไม่ใช่อัยการ และพวกเขาก็ไม่ใช่ผู้พิพากษา พวกเขาไม่ได้กำหนดว่าคุณจะถูกข้อหาอะไรหรือว่าถูกพิพากษาอย่างไร พวกเขาไม่อาจต่อรองกับคุณเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ อย่าเชื่ออะไรก็ตามที่พวกเขาพูดออกมาเกี่ยวกับข้อกล่าวหาหรือคำพิพากษา คุณจะต้องรอคอยไปจนกว่าทนายขอแรงหรือทนายของคุณแยกแยะสะสางเรื่องพวกนี้ ดังนั้นขออย่าพยายามคาดคิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ขณะอยู่ในคุก
  • อย่ายอมรับอะไรทั้งสิ้น อย่ายอมรับสารภาพจนกว่าคุณจะได้คุยกับทนายเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่าพูดกับตำรวจหรือผู้คุมเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือใครทำอะไร การพูดพึมพัมไม่ได้ช่วยอะไรคุณหรือใครอื่นเลย จงเงียบเสียง คุณไม่จำเป็นต้องให้ความร่วมมือในการสอบสวนในขณะที่ถูกควบคุมตัว จงพูดซ้ำไปซ้ำมาว่า “ฉันต้องการพูดกับทนายของฉัน ฉันจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น” พูดแล้วพูดอีกเรื่อยๆ มันช่วยคุณไม่ให้ร่วมมือในการสอบสวน
  • ถ้าคุณถูกข่มขู่ กลั่นแกล้ง จับแยกเดี่ยว ทำร้าย หรือถูกปฏิเสธไม่ให้ได้รับการรักษาพยาบาลในขณะถูกควบคุมตัว สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำได้ก็คือการบอกกล่าวกับนักโทษคนอื่นๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น นักโทษที่ไม่ใช่นักกิจกรรมอาจจะมีทางเข้าถึงโทรศัพท์มากกว่า ขอให้เขาช่วยโทรศัพท์ถึงทีมกฎหมาย แน่ใจว่าให้ข้อมูลเขามากที่สุดเท่าที่จะทำได้เกี่ยวกับสถานที่ที่คุณถูกกักตัวอยู่ (หน่วย ตึก ชั้น เป็นต้น) และถ้าเป็นไปได้ เอาหมายเลขประจำตัวใดๆ ที่มีทั้งหมดให้เขา บางครั้งคุณมีหมายเลขใบสั่ง หมายเลขคุก และหมายเลขอื่นๆ ที่กำหนดให้กับคุณตั้งแต่ที่ใส่ไว้ในงานเอกสารจนถึงสายรัดข้อมือ
  • เมื่อคุณได้โอกาสที่จะโทรศัพท์ ให้โทรศัพท์หาทีมกฎหมายหรือผู้หนุนเสริมด้านกฎหมายของคุณ ไม่ใช่ครอบครัวหรือเพื่อน ให้แน่ใจว่าได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคนอื่นๆ ที่คุณคิดว่าจะได้รับอันตรายในคุก ถ้ามีคนที่ถูกแยกไปจากกลุ่ม หรือได้รับบาดเจ็บ หรือแยกเดี่ยว หรือถูกข่มขู่ อย่าลืมให้ข้อมูลสำคัญเร่งด่วนนี้แก่ผู้หนุนเสริมด้านด้านกฎหมาย อธิบายถึงคนที่คุณเห็น เวลาและสถานที่ที่คุณเห็นเขาครั้งสุดท้าย
  • ถ้าคุณมีปากกา (หรือความทรงจำดี) พยายามเก็บบันทึกให้มากที่สุดเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณประสบในคุก รวมถึงชื่อของผู้คุมที่ประพฤติมิชอบ และเวลาที่เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น เช่น เราถูกจับเข้าห้องขังเวลา 4.15 น. เราได้รับอาหารเวลา 8.30 น. การบันทึกเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานของการฟ้องคดีแพ่งต่อตำรวจและคุกในฐานละเมิดสิทธิของคุณ ระลึกอยู่เสมอว่าสิ่งที่ไม่ได้มีทีท่าว่าจะสำคัญสำหรับคุณอาจจะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายก็ได้ จงบันทึกไว้ทุกเรื่อง และนี่ยังเป็นวิธีที่ดีที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีอำนาจมากขึ้นอีกนิด และเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ
  • เตือนตัวเองไว้ว่า ไม่ว่าจะเลวร้ายเท่าใด คุณก็จะได้ออกมาจากที่นั่น
  • จงอดทน ต่อให้เป็นสถานการณ์ที่ดีที่สุด คุกก็มักจะมีขั้นตอนปล่อยคนช้ามากๆ อยู่แล้ว แม้ว่าคุณได้รับแจ้งว่า “คุณกำลังจะถูกปล่อยตัว” ก็ต้องใช้เวลาอีก 2 – 12 ชั่วโมงกว่าคุณจะได้เดินออกมาจริงๆ  ดังนั้น จงพุ่งความสนใจอยู่ที่นักกิจกรรมคนอื่นๆ ที่คุณอยู่ด้วย
  • คุณจะได้ออกมาแน่ ในระหว่างนั้น ได้โปรดจัดปฏิบัติการให้ความรู้ แบ่งปันประสบการณ์และเรื่องราวของนักกิจกรรม (แต่อย่าพูดอะไรที่คุณไม่อยากให้ตำรวจรู้ บางทีพวกเขาก็แอบบันทึกเทปในห้องขังของคุณด้วย) เรียนรู้เพลงหรือเกมใหม่ๆ เขียนจดหมายรัก เขียนบทความหนังสือพิมพ์ ฝึกการนำเชียร์ แต่งบทร้องเชียร์ใหม่ๆ 

สิ่งที่คาดหวังจากจุดนัดพบ

ศูนย์ต้อนรับ/จุดนัดพบ: 

นี่คือสำนักงานใหญ่ของปฏิบัติการ สถานที่ที่คุณต้องแวะไป คุณไปที่นั่นเพื่อไปเอาแผนที่ กำหนดการ หมายเลขโทรศัพท์สำคัญ เวลาและสถานที่จ่ายอาหารของหน่วยทำอาหารเช่น กลุ่มฟู้ดน็อตบอมบ์ ข้อมูลที่พัก ข่าวประกาศล่าสุด ป้ายข้อความ กิจกรรมที่จะเข้าร่วมได้ การอบรม (เช่นหัวข้อการแสดงเอกภาพในคุก ผู้สังเกตการณ์ด้านกฎหมาย การต่อต้านการกดขี่) มักจะมีประกาศติดอยู่ที่นั่น หรือจัดขึ้นที่นั่น มักจะมีความต้องการอาสาสมัครช่วยเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์ต้อนรับอยู่เสมอ ซึ่งเป็นงานที่ช่วยให้เราเข้าไปมีส่วนร่วมได้ง่ายและได้พบปะกับคนอื่นๆ เช่น การรับโทรศัพท์ หาหยิบสิ่งต่างๆ ที่มีคนต้องการ งานด้านความปลอดภัย พบปะทักทายนักกิจกรรมบ้านเดียวกันหรือจากต่างเมือง และช่วยพวกเขาให้เข้าที่เข้าทาง

เมื่อคุณเข้ามายังจุดนัดพบของปฏิบัติการ ก็เตรียมตัวรับมือกับการทำงานหนักของประสาทสัมผัส “จุดนัดพบ” มักเป็นโกดังที่เช่ามา หรืออะไรประมาณนี้ ผนังและพื้นเป็นปูนซีเมนต์ ไม่มีหน้าต่างหรือมีไม่กี่บาน เพดานสูงที่มักจะทำให้เกิดพื้นที่ที่มีเสียงก้องอย่างแย่มาก ก่อนจะเข้าไป คุณอาจจะพบกับคนที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย เขาจะเชิญคุณให้เข้าพื้นที่ได้ตราบเท่าที่คุณไม่ได้มากับสื่อมวลชน (ยกเว้นสื่อมวลชนอิสระ) หรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐ แต่จะขอให้คุณทิ้งมีดหรืออะไร (รวมถึงเครื่องมือของช่างเย็บเครื่องหนัง เครื่องมือที่ดูเหมือนมีดสวิสอาร์มี) แก้ว หรืออาวุธไว้ข้างนอก ที่ทำไปนี้ก็เพื่อปกป้องพื้นที่ส่วนรวมและคนที่ใช้พื้นที่นั้น พื้นที่นี้จะต้องรักษาให้ปลอดจากวัตถุใดๆ ที่อาจจะถูกตีความว่ามีไว้เพื่อใช้ในกิจกรรมเกี่ยวกับความรุนแรง (ลูกกระสุนดินปั้นใส่เมล็ดพันธุ์ที่จะใช้ในการเกษตรแบบเพอร์มาคัลเจอร์ของเราเคยถูก “จับกุม” ที่จุดนัดพบในซาคราแมนโตมาแล้ว) ปกติแล้วสื่อมวลชนกระแสหลักมักจะได้รับเชิญมายังจุดนัดพบในเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งในช่วงเวลานั้น พวกเขาจะถูกประกบด้วย “ผู้รับมือสื่อ” ที่ทำงานในทีมสื่อมวลชน แม้ว่าเราจะคาดว่าอาจจะมีเจ้าหน้าที่ทางการปลอมตัวเข้ามาในพื้นที่นี้ แต่จะไม่มีการปล่อยให้ตำรวจเข้ามา 

ข้างในนี้ ผนังต่างๆ มักจะปิดไว้ด้วยสิ่งที่ดูเหมือนข้อมูลข่าวสารจำนวนท่วมท้น แต่การใช้เวลาค่อยๆ อ่านว่ามีอะไรบ้างอยู่บนผนัง จะช่วยให้คุณและกลุ่มของคุณเข้าที่เข้าทางกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ในบรรดากระดาษต่างๆ ที่แปะอยู่ที่ผนังนั้น มักจะมีกำหนดการล่าสุดของกิจกรรม ปฏิบัติการ การประชุม การอบรม และอื่นๆ คุณอาจจะได้ข้อมูลสำคัญๆ เช่นหมายเลขโทรศัพท์ (เช่นของหน่วยกฎหมาย สื่อมวลชนอิสระ หน่วยแพทย์) ที่ที่จะหาที่พักได้ถ้าคุณยังต้องการที่เก็บข้าวของ ที่ไหนและเมื่อไรที่จะมีอาหาร (เช่นจัดให้โดยกลุ่มฟู้ดน็อตบอมส์) แผนที่แสดงสถานที่ต่างๆ ในท้องถิ่น ที่ไหนและเมื่อไรที่จะมีการประชุมสภาโฆษกครั้งต่อไป ข้อมูลสำคัญเหล่านี้คุณไม่ต้องการพลาดแน่ ในไมอามีตอนที่มีการค้นพบโรคหิดสองสามราย หน่วยแพทย์ก็ได้ติดข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากเกี่ยวกับการระบาด การรักษา และวิธีการตรวจวินิจฉัย

ศูนย์นัดพบเป็นพื้นที่ที่แบ่งกันใช้ หมายความว่าพื้นที่นี้มักจะแบ่งออกเป็นพื้นที่ทำงานหลายอย่างๆ อย่าแปลกใจถ้าจะเห็นคนกำลังทำหุ่นกระบอกหรือป้ายผ้าศิลป์อยู่มุมหนึ่ง การอบรม “รู้จักสิทธิของคุณ” จัดอยู่อีกมุมหนึ่ง ทีมวิเคราะห์สื่อกำลังตั้งโต๊ะอยู่อีกมุมหนึ่ง และโต๊ะข้อมูลหรือโต๊ะต้อนรับ และโทรศัพท์กำลังติดตั้งอยู่อีกมุมหนึ่ง แล้วตรงกลางพื้นที่ พรรคพวกที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางหรือยังไม่มีที่พักที่ไหน กำลังเดินโต๋เต๋อย่างปลอดภัยและอาจจะงีบหลับอยู่ข้างเป้หลังหรือถุงนอน

คำแนะนำอื่นๆ ที่อาจะเป็นประโยชน์

  • เตรียมตัวรับความวุ่นวายที่มาพร้อมกับคนสองสามร้อยคนที่ต้องใช้พื้นที่โกดังที่เล็ก และระบายอากาศไม่ดีร่วมกัน
  • แต่งตัวให้เหมาะสม เช่นอย่าสวมชุดสุดสวยตัวโปรดของคุณมายังจุดนัดพบ โดยเฉพาะเมื่อคุณวางแผนที่จะอยู่ที่นั่นสักพัก
  • หลายคนต้องแน่ใจว่าตัวเองพกกระดาษชำระมาที่จุดนัดพบด้วย บางครั้งก็เกิดมีเหตุฉุกเฉินด้านกระดาษชำระในห้องน้ำของจุดนัดพบ
  • คิดเสียว่ามาตั้งแคมป์ แต่เป็นในร่ม
  • อย่าวางแผนจะถ่ายรูปข้างใน หลายคนอาจจะไม่ชอบ ให้ถามก่อนเสมอถ้าคุณจะถ่ายรูป แต่ก็ยอมหยุดถ้ามีใครปฏิเสธ (ให้ดูส่วนที่ว่าด้วยวัฒนธรรมการรักษาความปลอดภัย)
  • เนื่องจากทุนทรัพย์น้อย พื้นที่นี้จึงเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ สำหรับกลุ่มฟู้ดน็อตบอมบ์ทำอาหาร หมอ ศิลปิน นักกิจกรรมที่มีผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ชุบน้ำส้มสายชู สุนัขนักกิจกรรมก็อาจจะอยู่แถวๆ นั้น บางครั้งจึงทำให้เกิดกลิ่นที่ไม่คุ้นเคย

สภาโฆษก:

สภาโฆษกคืออะไร เกิดขึ้นที่ไหน และจะเข้าร่วมได้อย่างไร

สิ่งสำคัญที่สุดของสภาโฆษกคือระเบียบวาระการประชุม ซึ่งวางกรอบการประชุม กรอบการประชุมของสภาโฆษกดูเผินๆ เหมือนกับจะตายตัวมาก ไม่ยืดหยุ่น ดังนั้นจึงขอย้ำความสำคัญของระเบียบวาระการประชุมดังนี้

  • มันมีระเบียบวาระการประชุมอยู่ และคนส่วนมากในห้องก็เห็นว่ามันสำคัญค่อนข้างมาก
  • ตัวระเบียบวาระแต่ละข้อและลำดับที่แต่ละข้อจะมีการถกกัน จะประกาศตั้งแต่เริ่มประชุม ถ้าคุณคิดว่ายังมีอะไรขาดหายไปจากระเบียบวาระในคืนนี้ ก็พูดขึ้นมาตอนที่ผู้ดำเนินรายการนำเสนอวาระการประชุม และถามว่าแต่ละคนมีความเห็นอย่างไร
  • ให้ความสนใจต่อระเบียบวาระ เพราะว่าคนมักจะไม่พอใจเอามากๆ เวลาที่คนอื่นนำเสนอประเด็น (1) ที่ไม่มีอยู่ในระเบียบวาระ หรือ (2) ในเวลาที่ไม่สมควร คุณควรคิดไว้ก่อนว่าประเด็นหรือคำถามของคุณควรจะยกขึ้นมาพูดหรือไม่ หรือเมื่อไร
  • ข้อต่างๆ ในระเบียบวาระส่วนมากจะเกี่ยวกับงานด้านธุรการหรือการจัดการ เช่นการอภิปรายเกี่ยวกับกรอบการปฏิบัติการ การรายงานโดยทีมกฎหมายหรือทีมสื่อมวลชนถึงสิ่งหลักๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างวัน
  • เนื่องจากจุดสนใจของการประชุมนี้อยู่ที่การจัดระเบียบของพวกเรากันเอง ไม่ใช่อยู่ที่มูลเหตุของปฏิบัติการ จึงมีหลายเรื่องที่คุณจะไม่พบในระเบียบวาระการประชุม
  • สภาโฆษกไม่ใช่ที่ที่คุณจะมาเรียนรู้ว่าองค์การการค้าโลกทำงานอย่างไร หรือทำไมคนมากมายถึงออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นการแปรรูปน้ำให้เป็นของเอกชน
  • คนไม่อยากจะเสียเวลาการจัดการอันมีค่ามาถกเถียงว่าโลกถูกกดขี่อย่างไร
  • ถ้ากลุ่มของคุณยังคงมีความต้องการด้านที่พัก อย่ายกประเด็นนี้เป็นระเบียบวาระ ให้สนใจหาว่าใครคือผู้ประสานงานด้านที่พักและถามกับคนคนนี้โดยตรง
  • ถ้าการรายงานสถานการณ์ล่าสุดที่เกี่ยวกับกฎหมายไม่มีอยู่ในระเบียบวาระการประชุม ถ้าคุณสนใจเรื่องนี้ ก็ถามได้ว่าจะเพิ่มได้หรือไม่ แต่อย่าถามตัวแทนทีมกฎหมายถึงเพื่อนของคุณที่ถูกจับในระหว่างการประชุม

การทำปฏิบัติการขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีการประชุมเพื่อที่จะถกกันถึงปฏิบัติการ เพื่อให้เกิดความร่วมมือกัน และแบ่งปันข่าวสารข้อมูลกันระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งหมดนี้มักจะทำกันในการประชุมที่เรียกว่า “สภาโฆษก” ซึ่งเป็นการประชุมขนาดใหญ่ที่ดำเนินไปตามขั้นตอนที่วางไว้ การรู้เรื่องนี้ไว้จะทำให้คุณ

  • รู้ว่าจะคาดหวังอะไรได้
  • ช่วยกลุ่มของคุณให้คิดออกว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ เมื่อไร และอย่างไร
  • เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น

สภาโฆษกไม่ได้ทำให้กลุ่มเครือสหายสูญเสียความเป็นอิสระของตนในขณะที่ร่วมปฏิบัติการ เครือสหายจะตัดสินใจกันเองว่าพวกเขาต้องการจะทำอะไรบนท้องถนน (ตราบเท่าที่สิ่งนั้นอยู่ในกรอบของแนวทางปฏิบัติการ) ประชาธิปไตยทางตรงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการประชุมสภาโฆษก มติทุกอย่างในสภาโฆษกจะต้องเป็นเอกฉันท์ เพื่อที่ว่าทุกกลุ่มเครือสหายจะยอมรับและผูกพันตัวเองกับปฏิบัติการทางตรงระดับมวลชน

“โฆษก”

เครือสหาย แต่ละกลุ่มจะมอบอำนาจให้ตัวแทนที่เรียกว่า “โฆษก” ไปยังที่ประชุมสภาโฆษก เพื่อร่วมตัดสินใจเรื่องสำคัญในนามของกลุ่ม แต่สภาโฆษกไม่ใช่มีแต่โฆษกเท่านั้น การมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมประท้วงทุกคน เป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ จึงอยากให้มาร่วมประชุมด้วย แต่ว่าบางช่วงระหว่างการประชุม ก็อนุญาตแต่โฆษกเท่านั้นที่จะได้พูด วิธีนี้จะทำให้การประชุมแบบมีส่วนร่วมของคนเป็นร้อยเป็นพันดำเนินไปได้

ความปลอดภัย

สื่อมวลชนและตำรวจไม่ได้ถูกเชิญเข้าร่วมสภาโฆษก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการประชุมจะปลอดภัย บางครั้ง ผู้ดำเนินการประชุมจะขอให้สื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกฎหมายบ้านเมืองแสดงตัว และขอให้พวกเขาออกจากที่นั่นก่อนการประชุมจะเริ่มต้น แต่บางครั้งก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น (คือประกาศแล้ว ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะแสดงตัว และเดินออกไป) เนื่องจากเราคาดว่าคนของทั้งสองกลุ่มนี้อยู่กับเราด้วย บางครั้งโฆษกจึงพูดเกี่ยวกับแผนการต่างๆ อย่างคลุมเครือ

ขั้นตอน

การประชุมสภาโฆษกตามปกติจะมีการแจ้งและปรับระเบียบวาระการประชุม ซึ่งอาจจะรวมถึงการจัดลำดับความสำคัญและกำหนดเวลา การเกริ่นนำ ตามด้วยการรายงานสถานการณ์ การอภิปรายแต่ละข้อของระเบียบวาระการประชุม และจบด้วยการประกาศเรื่องต่างๆ ที่สรุปกันได้แล้ว สภาโฆษกมักจะใช้เวลาหลายชั่วโมง บางครั้งอาจจะเลยไปจนดึก ดังนั้นจึงต้องมีความรับผิดชอบในการให้เวลาเต็มที่ และต้องใส่ใจกับแผนการเดินทางของคุณด้วย (เช่น ถ้าคุณวางแผนจะใช้บริการขนส่งสาธารณะกลับที่พัก ก็ต้องดูตารางเวลาของรถเมล์หรือรถไฟด้วย)

  • มักจะมีการใช้สัญญาณมือหลากหลายแบบเพื่อให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น เช่นการดีดนิ้ว หรือ “การกระพริบ” นิ้ว (คือการยกมือขึ้นและขยับนิ้วมือไปมา) ใช้แสดงว่าเห็นด้วยกับคนพูด หรือความคิด หรือข้อเสนอ การยกสองมือเวลาถูกเรียกให้พูด จะใช้แสดง “การตอบโต้โดยตรง” กับผู้พูด
  • เป้าหมาย ของสภาโฆษกไม่ใช่เป็นการ “ทำการพิจารณาตัดสินใจ” ที่ทุกคนถูกคาดหมายให้นำไปปฏิบัติ แต่เป็นการสร้างกรอบการทำงานที่ปฏิบัติการโดยอิสระทุกปฏิบัติการสามารถดำเนินการอยู่ในกรอบนั้น
  • ผู้ดำเนินการประชุม (มักจะ 2 หรือว่า 3 คนในสภาโฆษกขนาดใหญ่) มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการประชุม ดูแลให้อยู่ในกรอบระเบียบวาระการประชุม ดูแลให้การถกเถียงอภิปรายอยู่ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และดูแลให้ทุกคนจดจ่ออยู่กับภารกิจ ผู้ดำเนินการประชุมต้องพยายามนำการอภิปรายไปสู่มติ ไม่ว่าจะโดยเอกฉันท์หรือโดยการทำความกระจ่างต่อประเด็นเฉพาะหน้า หน้าที่นี้ทั้งท้าทายและน่าเหนื่อย ดังนั้นจึงเป็นการดีที่สุด ถ้าผู้ดำเนินการประชุมสภาโฆษกมีประสบการณ์ด้านการดำเนินรายการบ้าง บทบาทของผู้ดำเนินการประชุมไม่ใช่การพิจารณาตัดสินใจ แต่คือการช่วยจัดการการถกเถียงอภิปรายให้อยู่ในระบบ ที่จะสรุปด้วยการตัดสินใจที่ทุกๆ คนรู้สึกดี ด้วยเหตุนี้ผู้ดำเนินการประชุมที่ดีจะไม่เพิ่มเติมความเห็นหรือความคิดของตนเข้าไปในการถกเถียงอภิปราย เว้นแต่เขาได้แจ้งว่า “กำลังออกจากบทผู้ดำเนินการประชุม” และผู้ดำเนินการประชุมจะพยายามแสดงความเห็นให้น้อยที่สุดเพื่อที่จะเปิดโอกาสให้คนอื่นได้มีส่วนร่วม
  • ผู้ดำเนินการประชุมอาจจะมีผู้ช่วย (“คนจัดคิว”) ซึ่งมีหน้าที่ในการจดจำลำดับคนที่จะพูดคนต่อไป เมื่อจะ “จัดคิว” ผู้ดำเนินการประชุมจะให้หมายเลขกับคนกลุ่มเล็ก (1,2,3…) เพื่อบ่งชี้ว่าใครจะได้พูดต่อ ถ้าคุณอยากอยู่ในคิว คุณหรือโฆษกในกลุ่มของคุณก็จะยกมือขึ้น รอให้เรียก บางครั้งผู้ดำเนินการประชุมอาจจะจับเวลาเอง หรือบางทีก็มีคนจับเวลาต่างหากหนึ่งคน ผู้ดำเนินการประชุมบางคนเกลียดการกำหนดเวลาและการจับเวลา และสุดท้ายคุณอาจจะได้ฟังการถกเถียงหลายนาทีก่อนที่จะเริ่มการประชุม ถึงคุณงามความดีของการจับเวลา
  • ผู้ดำเนินการประชุมพวกนี้มาจากไหนใครให้เขามารับผิดชอบ ผู้ดำเนินการประชุมสภาโฆษกมักจะเป็นเพื่อนๆ ที่ได้รับการอบรม และมีประสบการณ์ในการดำเนินรายการ ประสบการณ์ที่ดีในการทำหน้าที่นี้ พวกเขาควรจะทำให้คุณมั่นใจว่า คนที่ดูว่าจะ “ทำให้การประชุมดำเนินไป” นั้น จริงๆ แล้วไม่ได้ “ควบคุม” ในความหมายของลำดับชั้นอำนาจที่เราคุ้นเคย แต่พวกเขาทำหน้าที่ดังที่กล่าวไว้ บ่อยครั้งที่สภาโฆษกจะดำเนินไปด้วยเพื่อนๆ ในท้องถิ่นนั้น หรือคนที่ได้จัดการงานภาคสนามก่อนปฏิบัติการ ก่อนที่นักประท้วงคนอื่นๆ จะมาถึง บางครั้งก็มีประกาศในขณะประชุมสภาโฆษก เพื่อขออาสาสมัครมาทำหน้าที่ผู้ดำเนินการประชุม
  • เมื่อไรฉันจะได้พูด บางครั้งคนที่สภาโฆษกกำลังอภิปรายเรื่องหนึ่งอยู่ แล้วก็เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นๆ ดังนั้นเพื่อให้การประชุมเป็นไปแบบมีส่วนร่วม ผู้ดำเนินการประชุมจะตัดบทคนที่ลืมว่าตอนนี้กำลังถกประเด็นไหนกันอยู่โดยสุภาพหรือไม่โดยสุภาพก็ได้ และเพื่อที่จะมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพในสภาโฆษก เป็นการดีที่สุดที่จะคิดไว้ตั้งแต่เริ่มต้นการประชุมว่าคุณหรือกลุ่มของคุณต้องการจะพูดอะไร แบบนี้ยังเป็นการสนับสนุนให้ทุกคนรักษาเวลาอีกด้วย จากนั้นก็ดูว่าเรื่องนั้นๆ เข้ากับระเบียบวาระการประชุมข้อไหน และวางแผนที่จะยกประเด็นนั้นขึ้นมาในเวลาที่เหมาะสม ถ้าไม่เข้ากับระเบียบวาระ ก็ร้องขอให้เพิ่มได้ในขณะที่กำลังหาข้อสรุปว่าด้วยระเบียบวาระการประชุมอยู่ ถ้าไม่เข้ากับระเบียบวาระ ก็ดูว่ามันอาจจะใส่ไว้ในระเบียบวาระของการประชุมครั้งต่อไปหรือไม่ หรือถามกลุ่มว่าควรจะมีการถกกันเวลาไหน (ตัวอย่างเช่น เป็นเรื่องที่ต้องประกาศแจ้งหรือเปล่า เป็นส่วนหนึ่งของการแนะนำกลุ่มของคุณหรือเปล่า มีอะไรใหม่หรือแปลกออกไปหรือไม่) ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดที่จะพูดก็คือ การยกมือในช่วงที่เหมาะสมของการประชุม ได้รับเรียก และใส่ใจกับเนื้อหาของการอภิปราย อย่าพยายามรายงานสถานการณ์ในช่วง “เกริ่นนำ” คุณอาจจะถูกตัดบทได้ อย่าพยายามพูดถึงข้อเสนอชุดใหม่ ถ้ากลุ่มกำลังทำความเข้าใจกับอีกชุดหนึ่งอยู่ 

“กระบวนการลงมติเป็นเอกฉันท์” คืออะไรทำไมต้องใช้และมันทำงานอย่างไร

กระบวนการตัดสินใจแบบเอกฉันท์เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากในความเห็นของนักกิจกรรมหลายๆ คน แต่การพิจารณาตัดสินใจผ่านกระบวนการลงมติเอกฉันท์ อาจจะทำให้เกิดความงุนงงถ้าคุณไม่เข้าใจว่าคนพวกนี้กำลังทำอะไรกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราไม่คุ้นเคยกับการใช้กระบวนการแบบนี้ต่อเรื่องต่างๆ ในชีวิตเรา มีแหล่งความรู้มากมายเกี่ยวกับกระบวนการลงมติเอกฉันท์ และวิธีใช้ (เช่น เว็บไซต์ www.consensus.net) ต่อไปนี้ เป็นการนำเสนอข้อมูลพื้นฐานอย่างสั้นๆ เพื่อให้เพื่อนๆ ที่มีประสบการณ์น้อย สามารถเข้าร่วมกระบวนการได้

  • มันคืออะไร เอกฉันท์ก็คือกระบวนการตัดสินใจที่ไม่ได้อาศัย “เสียงข้างมาก” เป็นหลัก แต่เป็นความเห็นชอบที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นที่มาจากชุมชนทั้งชุมชน กล่าวคือ คนทุกคนในหน่วยที่ทำหน้าที่พิจารณาตัดสินใจมีเสียงและอำนาจเท่ากัน แทนที่เสียงข้างมากจะเป็นผู้ทำการตัดสินใจสำหรับกลุ่ม มติที่เป็นเอกฉันท์จะบรรลุได้เมื่อสมาชิกทุกคนในกลุ่ม ในคณะกรรมการ หรือในองค์กร เห็นด้วยว่าข้อเสนอหนึ่งๆ ดีที่สุดสำหรับกลุ่ม บุคคลอาจจะไม่เห็นด้วยกับทุกสิ่งทุกอย่างในข้อเสนอนั้น แต่ความทุ่มเทให้กับการสร้างชุมชนและความต้องการของชุมชนจะทำให้มติเอกฉันท์ได้ผล 
  • ทำไมต้องทำอย่างนี้ด้วย มีเหตุผลมากมาย กระบวนการนี้ทำให้คนร่วมกันตรวจสอบแนวทางแก้ไขต่างๆ จนกระทั่งได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับกลุ่ม กระบวนการลงมติเป็นเอกฉันท์รับประกันว่าทุกๆ คนมีเสียงหนึ่งเสียงในกระบวนการตัดสินใจ สังเคราะห์ความคิดทั้งหมดลงเป็นแผนหนึ่งแผน ที่ทุกคนยินดีนำไปปฏิบัติ เนื่องจากผู้เข้าร่วมทุกคนเห็นชอบกับมติ ทุกคนจะทุ่มเททำสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้ว กระบวนการนี้สนับสนุนให้เกิดความผูกพันที่จะนำมติไปปฏิบัติ กระบวนการนี้ยังสำคัญที่ได้ทำให้ความคิดเห็นและความกังวลของคนส่วนน้อย ได้มีคนรับฟัง และได้รับการพิจารณา และกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน พยายามลดการครอบงำให้น้อยที่สุด และให้อำนาจกับชุมชนในกระบวนการของการพิจารณาตัดสินใจ
  • เราจะทำได้อย่างไรขั้นตอนอย่างคร่าวๆ ก็คือ 
    • กลุ่มจะต้องทำประเด็นให้ชัดเจน อะไรที่ต้องมาตัดสินใจกัน  
    • อภิปรายกันเกี่ยวกับประเด็น  
    • หลังจากอภิปรายกันจนพอแล้ว ใครสักคนหนึ่งร่างข้อเสนอสำหรับแผนปฏิบัติการเฉพาะเรื่องขึ้นมาแผนหนึ่ง (ข้อเสนอบางอย่างอาจจะมีการนำขึ้นสู่การประชุมก่อนหน้าแล้ว)  ผู้ดำเนินการประชุมอาจจะร้องขอข้อเสนอถ้าเขารู้สึกว่าคนกำลังพูดประเด็นเดิมซ้ำไปซ้ำมา 
    • หลังจากข้อเสนอทำเสร็จแล้ว ก็เป็นช่วงซักถามทำความเข้าใจให้ชัดเจน นี่ไม่ใช่เวลาที่จะพูดสนับสนุนหรือคัดค้านข้อเสนอ 
    • จดข้อกังวลทั้งหมดที่คนอาจจะมีเกี่ยวกับข้อเสนอนี้ พยายามที่จะแก้ไขข้อกังวลแต่ละข้อด้วยการอภิปรายต่อไปอีกหรือการแก้ไขข้อเสนอ ถ้าไม่มีข้อกังวลแล้ว ก็เท่ากับเป็นเอกฉันท์ 
    • ผู้ดำเนินการประชุมถามว่ามี “คนยืนข้างเส้น” (stand aside) หรือไม่ คนยืนข้างเส้นคือคนที่มีข้อกังวลที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่จะไม่ขัดขวาง ยอมให้ไปต่อได้ 
    • ผู้ดำเนินการประชุมถามว่ามีคนขัดขวาง (block) หรือไม่ คนขัดขวางก็คือคนที่มีข้อกังวลอย่างหนักที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และไม่สามารถปล่อยให้กลุ่มทำการตัดสินใจได้ การขัดขวางเป็นการตัดสินใจที่ร้ายแรงมาก และต้องอยู่บนฐานความเชื่อว่าข้อเสนอที่เสนอกันอยู่นี้ขัดกับหลักการของกลุ่มหรือองค์กร ถ้ามีคนขัดขวาง กลุ่มจำต้องประเมินใหม่ว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ถ้าไม่มีคนขัดขวาง ก็เป็นมติเอกฉันท์

ใบวางแผนปฏิบัติการ 

การทำใบวางแผนปฏิบัติการนั้น สำคัญอย่างมากที่ต้องทำ ไปตามลำดับเริ่มจากส่วนแรกสุด อย่าเริ่มต้นที่ยุทธวิธี (เช่น เดินขบวน ปิดกั้น เขียนฎีกา ฯลฯ เราเคยลองแล้ว และไม่ได้ผลดีเท่าไร)

  • เป้าหมายของเราคืออะไร*

*แน่นอนละ ปฏิบัติการหลายต่อหลายครั้งทำขึ้นเพื่อตอบสนองเป้าหมายที่มีหลายข้อ และเราต้องจำไว้เสมอว่ากระบวนการพัฒนาองค์กรและทักษะของเรานั้น สำคัญพอๆ กับเป้าหมายภายนอกที่เร่งด่วน

  • ใครจะให้อะไรที่เราต้องการได้
  • มีกลุ่มเป้าหมายอื่นอีกหรือไม่ที่เราต้องนำเสนอประเด็น
  • ประเด็นนี้ส่งผลกระทบแก่ใครมากที่สุด
  • ใครขัดขวางเรา
  • ใครเป็นพันธมิตรของเรา
  • ใครที่อาจจะกลายเป็นพันธมิตรของเรา
  • ใครที่เราต้องเก็บไว้ให้เป็นกลาง
  • เราจะทำให้คนที่อยู่กับเรายินดีที่จะก้าวขึ้นไปอีกระดับหนึ่งได้อย่างไร
  • ทรัพยากรอะไรที่เรามีอยู่ในตอนนี้
  • อะไรคือจุดอ่อนที่สุดของเราในด้านทรัพยากร
  • เราได้ทำอะไรไปแล้วบ้างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
  • หลังจากนำเรื่องทั้งหมดนี้มาพิจารณาด้วยแล้ว ยุทธวิธีที่ดีที่สุดของเราที่จะใช้ทรัพยากรที่มีให้บรรลุเป้าหมาย มีอะไรบ้าง
  • ในที่สุด ก็ถึงเวลาที่จะต้องเลือกยุทธวิธีที่จะทำหน้าที่ตามยุทธศาสตร์ให้บรรลุเป้าหมาย
  • สาร* ของเราคืออะไร

*สารจำเป็นต้องสอดคล้องกับเรื่องราวที่เราจะเล่าเกี่ยวกับประเด็นของเรา

  • เราจะนำเสนอในสีสัน* แบบไหน

*แบบประณามให้อาย แบบสนับสนุน ให้ความรู้ เผชิญหน้า ไว้อาลัย งานฉลอง …

  • เราจะปฏิบัติการเมื่อไร หรือ จังหวะเวลา
  • ที่ตั้งเราอยู่ที่ไหน
  • กำหนดการของงานด้านการจัดการ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงระหว่างการทำปฏิบัติการ
  • แผนสำรอง สำหรับปฏิกิริยาที่คาดการณ์ได้ (ฝนตก คนมาน้อย ตำรวจสกัดทางไป)

ถ้าพวกเขา………………………………………………… เราจะ …………………………………………………………….

ถ้าพวกเขา………………………………………………… เราจะ …………………………………………………………….

ถ้าพวกเขา………………………………………………… เราจะ …………………………………………………………….

อย่าเขียนอะไรที่เป็นสิ่ง ผิดกฎหมายลงในนี้   

เรามีประเพณีประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เราเห็นชอบที่จะใช้โอกาสต่างๆ มาพัฒนาคุณภาพของกระบวนการประชาธิปไตยทุกครั้งที่เป็นไปได้ 

ใบวางแผนนี้เป็นการผสมผสานความคิดจากกลุ่มรัคคัสโซไซตี (Ruckus Society) โครงการเซาเทิร์น เอ็มพาวเวอร์เมนท์ (Southern Empowerment Program) และสมาพันธ์นักศึกษาเซียร์รา (Sierra Student Coalition) และรวบรวมโดยโบรอนคอลเล็กทีฟ (Boron Collective) ซึ่งเป็นกลุ่มเครือสหายหนึ่งในเครืออัพรูท

เอกสารนี้ไม่ใช่เอกสารสาธารณะ สมาชิกของหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย หรือหน่วยงานภายใต้หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย หรือสื่อมวลชนไม่อาจนำเอกสารนี้ไปใช้เพื่อวัตุประสงค์ใดๆ การใช้ประโยชน์ของสำเนาเอกสารนี้ หรือเนื้อหาของเอกสารนี้โดยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหรือสื่อมวลชนจะถูกฟ้องร้องฐานละเมิดเสรีภาพของพลเมืองที่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา

ความเสี่ยงและความกลัว

จงตระหนักว่าความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงของคุณ และความเต็มใจที่จะรับความเสี่ยงจะเปลี่ยนไปอยู่เสมอตลอดช่วงของปฏิบัติการ

จงตระหนักว่า พฤติกรรมของตำรวจนั้นตั้งใจให้เป็นการกลั่นแกล้งคุณ และทำให้คุณกลัว ในขณะที่มันกัด มันก็หาทางเห่าอีก

จงตระหนักว่าถ้าเรายอมให้ความกลัวชนะเรา เท่ากับยอมให้ระบบอย่างนี้ชนะ

อย่างที่ฮอปกิ้นเคยกล่าวไว้ในสารคดีเรื่อง “This is what democracy looks like” ว่า “ความกลัวที่คุณกำลังรู้สึก ก็คือการได้ลิ้มรสเสรีภาพเป็นครั้งแรก”

ศัพท์เกี่ยวกับความเสี่ยง

เขียว

กิจกรรมที่ “ปลอดภัย” ที่คาดว่าจะไม่มีความเสี่ยงที่จะถูกตำรวจจับกุมหรือจู่โจม เพราะว่ามันถูกกฎหมายอย่างเคร่งครัด หรือไม่ก็เป็นเพราะได้รับการอนุญาตจากรัฐ

เหลือง

การดื้อแพ่งและปฏิบัติการทางตรงไร้ความรุนแรงแบบคลาสสิก ซึ่งอาจจะนำไปสู่การจับกุมหรือการบุกโจมตี แล้วแต่สถานการณ์ แต่ก็จะจบลงด้วยความปลอดภัย

แดง

เป็นยุทธวิธีที่คาดว่าจะทำให้ตำรวจก้าวร้าว อาจจะรวมถึงอาชญากรรมต่อทรัพย์สิน การพยายามข้ามแนวตำรวจ หรือปฏิบัติการทางตรง เช่นการปิดล้อมพื้นที่ที่อ่อนไหวเป็นพิเศษ เนื่องจากปฏิบัติการ “แดง” ที่วางแผนไว้ล่วงหน้ามักจะเป็นความลับ และอาจจะจัดโดยกลุ่มเครือสหายกลุ่มเล็กๆ ผู้เข้าร่วมก็อาจจะตกอยู่ในสภาพเสี่ยงได้เพียงเพราะว่ามีคนอยู่ไม่กี่คนในปฏิบัติการนี้


ผู้แปล: ลภาพรรณ ศุภมันตา 

แปลจาก “mass action handbook: getting your community on the road and into the street”, http://www.uproot.info/actionhandbook/index.html

Photo by Phil Hearing on Unsplash

Scroll Up