ภาคผนวก 4 การจัดการแสดงเอกภาพในคุกหรือในศาล

(โดยกลุ่มจัสต์ คอส ลอว์ คอลเล็กทีฟ)

สารบัญ
เนื้อหาหลักภาคผนวก

บทที่ 1 ยกปฏิบัติการขึ้นไปอีกขั้น

ในการเข้าร่วมชุมนุมหรือเข้าร่วมปฏิบัติการแต่ละครั้งเปิดโอกาสให้เราได้ใช้ชีวิตช่วงสั้นๆ ในโลกอุดมคติที่เราต่างวาดฝันไว้ ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย เราแบ่งงานกัน ช่วยกันแก้ปัญหา ดูแลกันและกัน แบ่งปันและเรียนรู้ทักษะต่างๆ ช่วงเวลาชุมนุมไม่กี่วันนั้นนับเป็นช่วงที่เราจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆ มากหน้าหลายตาที่เราไม่รู้จักมาก่อน นอกเหนือจากคนในชุมชนหรือเพื่อนพ้องเรา

บทที่ 2 เตรียมพร้อม! ข้อควรรู้เพื่อเข้าร่วมชุมนุมอย่างมีประสิทธิภาพ

การไปเข้าร่วมปฏิบัติการบนท้องถนนหรือการชุมนุมมวลชนแต่ละครั้งต้องใช้พลังงานมหาศาล ดังนั้นเมื่อเราไปถึงที่นั่นจะต้องมั่นใจว่าการไปเข้าร่วมของเราต้องได้ผล เราไม่ได้เดินทางมาตั้งไกลเพื่อที่จะ “ไปดูซะหน่อย” แต่เราเข้าร่วมก็เพื่อหนุนเสริมปฏิบัติการ เรายังทำหลายสิ่งหลายอย่างได้อีกมาก

บทที่ 3 การเป็นกลุ่มเครือสหาย และใช้ชีวิตในโลกที่คุณอยากเห็น

กลุ่มเครือสหายประกอบด้วยคนที่คิดคล้ายๆ กันหรือมีใจจะทำบางสิ่งบางอย่างมารวมตัวกัน ถ้าคุณเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนักกิจกรรม กลุ่มเครือสหายอาจจะตั้งขึ้นมาโดยคนที่สนใจจะทำงานในประเด็นใดประเด็นหนึ่งมารวมตัวกันและพูดคุยกัน เครือสหายจะกำหนดเป้าหมาย โครงสร้างและวัฒนธรรมกลุ่มของตนเอง

บทที่ 4 ปฏิบัติการสร้างความรู้

ขณะเตรียมจะเดินทางไปยังสถานที่ห่างไกลเพื่อประท้วง คุณจะพบคำถามมากมายอย่างแน่นอน ทำไมจะต้องเสียเวลาไปประท้วงด้วยล่ะ คุณประท้วงอะไร ทำไมถึงไม่ดีล่ะ คุณอาจรับมือกับคำถามเหล่านี้ทีละคำถาม หรือกลุ่มเครือสหายของคุณอาจจะจัดปฏิบัติการสร้างความรู้ขึ้นมาเองก็ได้

บทที่ 5 การเข้าหามวลชน

คนที่เกี่ยวข้องหรือมีความห่วงใยประเด็นหนึ่งๆ มีความรับผิดชอบที่จะทำหน้าที่อย่างขันแข็งในการเข้าหามวลชนในชุมชนและให้การศึกษา คณะกรรมการศิลปะและงานเขียนควรทำแผ่นพับที่พูดถึงประเด็น พูดถึงการที่จะเดินทางไปร่วมปฏิบัติการมวลชน

บทที่ 6 งานจัดการเกี่ยวกับการเดินทาง

มีเรื่องให้คิดตัดสินใจมากมายก่อนจะเริ่มต้นออกเดินทางไปยังสถานที่ปฏิบัติการ เมื่อคุณอยู่ในที่ปฏิบัติการ ระดับความเครียดก็สูงมากอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณเอาใจใส่กับเรื่องต่างๆ ต่อไปนี้ก่อนที่คุณจะจากบ้านจากเมือง คุณจะพบว่าตัวเองสามารถจดจ่ออยู่แต่เรื่องที่ว่าคุณมาร่วมปฏิบัติการนี้ทำไม

บทที่ 8 สื่อมวลชน

บ่อยครั้งที่ดูเหมือนว่าไม่ว่าเราจะทำอะไร สื่อมวลชนกระแสหลักก็ไม่ให้ความสำคัญกับนักกิจกรรมของเรา และเมินเฉยต่อความห่วงใยเรื่องประชาธิปไตยแท้จริงและกระบวนการประชาธิปไตย บางครั้งสื่อมวลชน “ทางเลือก” ก็ไม่ให้พื้นที่และความเอาใจใส่แก่เราอย่างที่เราคาดหวังจากพวกเขา ทำให้นักกิจกรรมหลายคนสงสัยว่าสื่อมวลชนนั้นคุ้มค่าความพยายามของเราหรือไม่

บทที่ 9 ที่เมืองของคุณ ในช่วงเวลาปฏิบัติการ

เพื่อให้คุณสามารถเดินทางไปเข้าร่วมปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่เมืองของคุณยังมีกิจกรรมและภารกิจหลายอย่างที่ต้องทำ กิจกรรมและภารกิจต่างๆ นี้ เปิดโอกาสอย่างดีให้แก่นักกิจกรรมที่ไม่ได้เดินทางไปด้วยได้ร่วมทำบทบาทหน้าที่ ในขณะที่คุณวางแผนกิจกรรมและภารกิจเหล่านี้

บทที่ 10 เมื่อไปถึงเมืองที่มีปฏิบัติการ

และแล้ว คุณก็ไปอยู่ในที่ที่คุณอยากจะไป ในจังหวะเวลาที่คุณจะได้ทำอะไรก็ตามที่คุณตั้งใจมาทำ การหลีกเลี่ยงการก่อกวนของตำรวจหมายถึงการประพฤติตัวอย่างฉลาดและถูกกฎหมายดังที่จะได้อธิบายไว้ในส่วน “คำแนะนำเรื่องรถ” และ “คำแนะนำสำหรับคนเดินถนน” ข้างล่างนี้

บทที่ 11 กลับบ้าน หลังจากปฏิบัติการ

ออกจะเป็นเรื่องปกติที่เราจะนอนน้อยเกินไป หรือเครียดมากในระหว่างปฏิบัติการ และบ่อยครั้งที่เราไปอยู่ในเมืองที่ไม่คุ้น นอนในที่ที่ไม่คุ้น กินอาหารที่ไม่คุ้น และพบกับเพื่อนใหม่ๆ ที่เราไม่คุ้น เราอาจจะพยายามทำตัวให้มีประสิทธิภาพมากกว่าปกติเพราะว่าเดิมพันสูงกว่าปกติ

ภาคผนวก 4 การจัดการแสดงเอกภาพในคุกหรือในศาล

การแสดงเอกภาพในคุกหรือในศาล เป็นการผสมผสานเทคนิคการไม่ให้ความร่วมมือ (Non cooperation) และการต่อรองแบบหมู่ ที่กลุ่มนักกิจกรรมอาจจะนำไปใช้เพื่อเป็นการดูแลกันและกันในระบบกฎหมาย จุดผกผันของการแสดงเอกภาพเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่าคุกหรือว่าศาลนั้น ถ้าจะดำเนินการไปได้อย่างราบรื่นก็ต้องให้คนเซื่องหรือว่าง่าย คุกคาดหวังว่านักโทษจะยอมเข้าแถว

ภาคผนวก 5 ความรู้พื้นฐานเพื่อการปฐมพยาบาล

คิดไว้ล่วงหน้า ว่าอะไรบ้างที่จำเป็นต้องมีและต้องนำไป ต้องรู้ว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้น รู้ว่าจะหาความช่วยเหลือได้ที่ไหน และคิดวิธีการที่จะติดต่อกับเพื่อนให้ได้ถ้าหากว่าเกิดพลัดหลงกัน

ภาคผนวก 6 การเขียนใบแถลงข่าว

นักข่าวพูดภาษาเพียงภาษาเดียว นั่นคือภาษาของพวกเขาเอง ถ้าคุณต้องการจะเข้าถึงพวกเขา คุณก็ต้องพูดภาษาของพวกเขา นั่นหมายความว่าใบแถลงข่าวของคุณต้องเลียนแบบรูปแบบและวิธีการเขียนแบบข่าว มันง่ายและตรงไปตรงมา และถ้าคุณไม่ใช้แบบนี้ ใบแถลงข่าวของคุณจะไม่เป็นผล ต่อไปนี้เป็นวิธีเขียน

ภาคผนวก 8 การหนุนช่วยภาวะเจ็บปวดฝังลึก

การทำปฏิบัติการทางสังคมไม่ใช่เรื่องง่าย ในการที่จะยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งเพื่อโลก เพื่อเสรีภาพ และเพื่อสิทธิมนุษยชนในเวลาที่ยากลำบาก เรามักจะเผชิญกับความรุนแรง ที่ทำให้เจ็บปวด เราจำเป็นต้องรู้วิธีพยุงกันและกันไว้ ต้องรู้ถึงการตอบสนองแบบมนุษย์ของเราต่อภาวะเจ็บปวดฝังลึก

การแสดงเอกภาพในคุกหรือในศาล เป็นการผสมผสานเทคนิคการไม่ให้ความร่วมมือ (Non cooperation) และการต่อรองแบบหมู่ ที่กลุ่มนักกิจกรรมอาจจะนำไปใช้เพื่อเป็นการดูแลกันและกันในระบบกฎหมาย จุดผกผันของการแสดงเอกภาพเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่าคุกหรือว่าศาลนั้น ถ้าจะดำเนินการไปได้อย่างราบรื่นก็ต้องให้คนเซื่องหรือว่าง่าย คุกคาดหวังว่านักโทษจะยอมเข้าแถว และเดินไปยังที่ที่พวกเขาถูกสั่งให้ไป ศาลคาดหวังว่าจำเลยจะนั่งเงียบๆ และยอมสละสิทธิที่จะให้มีการไต่สวน ทั้งสองระบบนี้ต่างก็ไม่ได้ถูกกำหนดให้รับมือกับกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ที่มีการจัดตั้ง ซึ่งพูดว่า “ไม่ เราจะไม่ทำ” ดังนั้น เมื่อนักกิจกรรมไม่ยอมให้ความร่วมมือ และเจรจาเรียกร้องเป็นกลุ่ม เจ้าหน้าที่ก็อาจจะถูกบีบให้ยินยอมตามข้อเรียกร้อง แน่นอนว่าข้อเรียกร้องต้องเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ในเรือนจำหรืออัยการสามารถทำตามได้ การแสดงเอกภาพในคุกหรือในศาลไม่ได้ช่วยยุติเรื่องอาวุธนิวเคลียร์หรือโลกาภิวัตน์ของบรรษัทข้ามชาติ

ข้อเรียกร้องแบบทั่วไป

  • คนทุกคนที่ถูกจับในเหตุการณ์เดียวกัน จะต้องมีการข้อหาที่เหมือนกันและมีการพิพากษาเหมือนกัน ไม่ใช่ปล่อยให้คนบางคน (เช่นผู้นำ หรือคนอเมริกันเชื้อสายอาหรับ) ถูกจับแยกให้ได้รับการปฏิบัติที่โหดร้ายกว่า
  • คนที่ถูกจับกุมที่ป่วยหรือได้รับบาดเจ็บต้องได้รับการรักษาโดยทันที
  • คนที่ถูกจับขังเดี่ยวต้องถูกนำมาถูกขังรวมกับคนอื่นๆ ในกลุ่ม

ข้อเรียกร้องจะต้องอธิบายให้แก่เจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน และต้องหนุนหลังด้วยยุทธวิธีไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งในทางกายหรือในทางกระบวนการ

ยุทธวิธีไม่ให้ความร่วมมือในทางกาย

  • ไม่ยอมหยุดท่องคำบางคำ ไม่หยุดร้องเพลง หรือเต้นรำ
  • ไม่ยอมทำตามคำสั่ง (ถ้าพวกเขาบอกให้ยืน เราจะนั่ง ถ้าเขาบอกให้เข้าแถว เราก็จะกระจายกันไป)
  • ไม่ยอมขยับตัวอะไรเลย
  • ไม่ยอมสวมเสื้อผ้า
  • ไม่ยอมกิน (แต่อย่าอดน้ำ)

  ในการเลือกยุทธวิธีไม่ให้ความร่วมมือ จำเป็นต้องเผื่อพื้นที่ไว้เพื่อยกระดับยุทธวิธี หากว่าข้อเรียกร้องไม่ได้รับการยอมรับ การไม่ยอมกิน (อดอาหาร) มักจะเป็นวิธีสุดท้าย มันเป็นยุทธวิธีที่ยากที่สุด แต่ก็เป็นรูปแบบของการไม่ให้ความร่วมมือที่ทรงพลังที่สุด เนื่องจากพอคนอดอาหารแล้ว การสื่อสารหรือการตัดสินใจจะยากลำบากขึ้น จึงควรมีคนอย่างน้อยหนึ่งคนในแต่ละกลุ่มที่เว้นการอดอาหารและทำหน้าที่ผู้ดูแลคนที่อดอาหาร “ผู้ที่ถูกกำหนดให้กินอาหาร” ต้องช่วยอำนวยการประชุมและการสื่อสารกับกลุ่มผู้สนับสนุน นักกฎหมาย สื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ แน่นอนการอดน้ำเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาด เพราะการเจรจาต่อรองมักจะยาวนานเกินกว่าคนจะรอดอยู่ได้โดยไม่ดื่มน้ำ

การไม่ให้ความร่วมมือในทางกระบวนการ

  • ไม่นำบัตรประชาชนไป และปฏิเสธที่จะบอกชื่อ หรือตอบคำถามอื่นๆ (เจ้าหน้าที่จึงต้องขังพวกเขาไว้)
  • ไม่ยอมรับปากว่าจะไปปรากฏตัวในศาล (เหมือนกัน เจ้าหน้าที่ก็ต้องขังพวกเขาไว้)
  • เรียกร้องให้ศาลแต่งตั้งทนายโดยไม่เสียเงิน เพื่อเป็นตัวแทนของจำเลยที่มีรายได้น้อย (จะขอเช่นนี้ได้ในกรณีที่มีโทษจำคุก ถ้าถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายซึ่งไม่มีโทษจำคุก (เช่นกฎจราจรบางข้อ) ก็ไม่สามารถทำได้
  • ไม่ยอมรับสารภาพว่ากระทำผิด (ดังนั้น เจ้าหน้าที่ก็ต้องให้มีการพิจารณาคดี)
  • ไม่ยอมสละสิทธิเพื่อให้มีการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว 
  • ให้ทนายยื่นคำร้องต่อศาลเป็นจำนวนมากๆ (คำแถลงการณ์เป็นหนังสือ ซึ่งอัยการต้องตอบ) และเรียกร้องให้มีการพิจารณาในศาลหลายๆ ครั้ง

การใช้วิธีแสดงเอกภาพในคุกหรือในศาล

กลุ่มควรจะคิดไว้ล่วงหน้าว่าจะมีข้อเรียกร้องอะไร และจะใช้ยุทธวิธีไม่ให้ความร่วมมือแบบไหนในแต่ละช่วงเวลาของปฏิบัติการ ในคุก และในศาล นักกิจกรรมที่จะใช้ยุทธวิธีแสดงเอกภาพในคุกหรือในศาล ต้องเผื่อพื้นที่ไว้สำหรับคนที่ไม่ต้องการเข้าร่วม ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่สามารถอยู่ในคุกได้ หรือเตรียมตัวสำหรับการพิพากษาได้  ดังนั้นไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องเข้าร่วมเพื่อที่จะให้การแสดงเอกภาพประสบผล มันเพียงแค่ต้องการคนจำนวนหนึ่งที่มากพอที่จะหนุนหลังการเจรจาได้ ความแข็งแกร่งของเอกภาพมาจากการยินยอมโดยสมัครใจของคนทุกคนที่เข้ามามีส่วนร่วม และมาจากการสนับสนุนที่ให้กับคนที่ไม่สามารถเข้าร่วมได้

เอกภาพนั้นสำคัญเป็นพิเศษเมื่อทำงานกันแบบพันธมิตร เพราะจะช่วยป้องกันสมาชิกที่อาจจะได้รับการปฏิบัติที่เลวร้ายกว่าคนอื่น เช่น

  • (กรณีสหรัฐอเมริกา) คนที่ไม่ใช่พลเมืองอเมริกัน หรือเพิ่งเป็นพลเมือง หรือคนมุสลิม หรือคนอาหรับ
  • คนผิวสี คนที่เป็นเกย์ เลสเบียน แปลงเพศ และคนที่พิการ
  • คนที่ถูกถือว่าเป็นผู้นำ
  • คนที่โดดเด่น หรือคนที่ถูกขังแบบห้ามออกจากห้องขัง
  • คนที่แต่งตัวแบบพั้งค์หรือแต่งชุดดำ
  • คนที่อยู่ระหว่างการคุมประพฤติ
  • คนที่เคยถูกจับมาก่อนหรือเคยได้รับคำพิพากษา

เอกภาพในคุกหรือในศาลมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีการประชุมกันอย่างดี และใช้เวลาในการฟังกันและกัน อย่าให้ตำรวจ เจ้าหน้าที่เรือนจำ หรือทนายมาเร่งให้กลุ่มตัดสินใจอย่างรวดเร็วโดยเด็ดขาด นักกิจกรรมอาจจะต่อรองขอเวลาเพิ่มได้อีกเกือบทุกครั้ง ยิ่งกว่านั้น เป็นการง่ายกว่าสำหรับเจ้าหน้าที่ที่จะให้เวลากับกลุ่มอีกสิบห้านาทีเพื่อที่จะได้มติเอกฉันท์ แทนที่จะต้องมาจัดการคนจำนวนมากที่คิดเห็นไปคนละทิศละทาง 

โดยคัทยา โคมิซารัก (2004)
กลุ่มจัสต์คอส ลอว์ คอลเล็กทีฟ

Scroll Up